
กรุงเทพฯเมืองแห่งมลพิษ
กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการศึกษาของประเทศไทย
โดย กิจจา อภิชนรจเรข
กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการศึกษาของประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะดึงดูดประชาชนในภาคต่างๆ ให้เข้ามาสู่มหานครแห่งนี้
ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงและมีความเจริญอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจการศึกษา และสาธารณสุข จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนจากจังหวัดอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศเดินทางมาหางานทำ การศึกษาเล่าเรียนในเมืองแห่งนี้
จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้แผนยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆรวมถึงผังเมืองวิ่งตามการเจริญเติบโตไม่ทัน ปัญหาต่างๆ จึงตามมาอย่างมาก
ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้ในช่วงหลายๆ ปีมานี้ คอนโดมิเนียมจำนวนมากถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับกับความต้องการเรื่องที่อยู่อาศัย รวมไปถึงการขยายพื้นที่ความต้องการไปยังปริมณฑล เกิดชุมชนขึ้นมากมาย ในบางพื้นที่เปลี่ยนจาก อบต.กลายเป็นเทศบาลเมืองในเวลาไม่กี่ปีต่อมา
ถนนหลายๆ สายถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี โดยคาดการณ์ว่าจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพมหานครจะมีมาถึง 1 ใน 3 ของรถยนต์จากทั่วประเทศ หรือราวๆ 10 ล้านคัน
ขนส่งมวลชนในหลายๆ โครงการถูกนำมาปัดฝุ่น พร้อมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่เร่งก่อสร้าง เพื่อหวังจะแก้ปัญหาการจราจรที่คับคั่งอย่างมากในยุคปัจจุบัน
ฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ที่มีค่าเกินมาตรฐาน จนทำให้กรุงเทพมหานครต้องตกอยู่ในเมืองวิกฤตที่มีปัญหาฝุ่นควันจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุมาจากจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ปัญหาจราจร การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่เพิ่มมลพิษทำร้ายคนในเมืองหลวง
ปัญหาจากควันของท่อไอเสียรถยนต์ถูกนำมาพูด หรือหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงมาตรการเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนเพื่อเป็นการลดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลบนท้องถนน
ปัจจุบันจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลที่วิ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนมากกว่า 10 ล้านคัน คิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่จดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กรุงเทพมหานครจะติดอันดับต้นๆ เรื่องปัญหาการจราจรของโลก และนี่ก็นับเป็นปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกของรัฐบาลในหลายยุคหลายสมัย
รถฉีดน้ำจำนวนมากถูกระดมมาจำนวนมากเพื่อฉีดละอองน้ำไปลดฝุ่นในอากาศ แต่นั่นอาจจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
มาตรการลดจำนวนรถยนต์ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมแก้ไขปัญหาดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือการห้ามข้าราชการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้เพื่อเดินทางมาทำงานจนเกิดเป็นกระแสต่อต้านของข้าราชการผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลจำนวนมากในโซเชียล
บ้านอยู่ในซอยลึก ไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางลำบาก ป้ายรถประจำทางอยู่ไกล และอีกหลายๆ ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในคอมเมนต์ต่างๆ
ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการเดินทาง เนื่องจากบ้านอยู่ไกลและการเดินทางลำบาก ที่สำคัญการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแล้ว แทบไม่ต่างกับการนั่งรถไฟฟ้าต่อรถประจำทาง รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ถึงเวลาหรือยังครับที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาระบบขนส่งมวลชนที่แย่ลงในทุกวัน ทั้งเรื่องรถประจำทางที่เก่าแสนเก่า บางครั้งใช้งานมานับ 20-30 ปีและเรื่องค่าโดยสารของรถไฟฟ้า ที่ต้องใช้รายได้ไปถึง 1 ใน 3 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนใครหลายๆ คน
สุดท้ายนี้ ก่อนที่จะคิดมาตรการแก้ไขปัญหาจำนวนผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ควรจะคำนึงถึงระบบขนส่งมวลชนว่ามันพร้อมสำหรับการเดินทางหรือยังครับ โดยในส่วนตัวผมเชื่อว่าถ้าหากระบบรถสาธารณะมันดี คิดค่าบริการที่เหมาะสม เดินทางสะดวกสบาย คงไม่มีใครอยากจะเดินทางผ่านการจราจรที่แสนจะติดขัดในกรุงเทพมหานครหรอกครับ







