
'โอกาส' ในปัญหา
ปัญหาของเมืองใหญ่แทบทุกประเทศ
โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ปัญหาของเมืองใหญ่แทบทุกประเทศคือ จำนวนรถยนต์ที่มากกว่าพื้นที่ถนน ทำให้เกิดปัญหาจราจรและอื่นๆ ตามมา
ประเทศไทยกำลังจะก้าวตามหลายประเทศ จากวิกฤตจราจรสู่ปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐานในเมืองกรุงเข้าขั้นกระทบกับสุขภาพประชาชน
การแก้ปัญหาที่หัวใจ ไม่ใช่การฉีดน้ำ ล้างถนน ล้างล้อรถคือ ลดการเผาไหม้พื้นที่เกษตร เหล่านี้เป็นแค่มาตรการบรรเทาความรุนแรง สำคัญจึงอยู่ที่การลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้ดีเซลลงให้ได้ ที่ผ่านมาภาครัฐไม่มีมาตรการคุมเข้มรถยนต์ รถเก่า รถเมล์พ่นควันดำก่อมลพิษอย่างจริงจัง พอมีข่าวที ก็จริงจังที ทั้งที่บางเรื่องมีกฎหมายห้ามไว้
ประเทศที่เผชิญปัญหาฝุ่นละออง สุดท้ายก็กลับมาแก้ปัญหาพื้นฐาน คือ ลดปริมาณรถยนต์และหันมาใช้พลังงานสะอาดเปิดพื้นที่สำหรับจักรยาน
มาตรการคุมกำเนิดรถยนต์ในเมืองมีมาหลายปี เป็นแนวทางจากต่างประเทศที่ใช้มาแล้ว แต่พี่ไทยเรายังไม่กล้านำมาปฏิบัติเพราะกลัวกระทบคะแนนเสียง หรือถูกต่อต้านเหมือนในต่างประเทศ ให้หวังพึ่งรถไฟฟ้าที่กำลังสร้างกันอยู่ไปก่อน
แนวทางนี้ สุดท้ายแล้วต้องนำมาปฏิบัติ ไม่ช้าก็เร็ว เพราะปริมาณรถยนต์ในแต่ละปีเพิ่มขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่พื้นผิวถนนมีเท่าเดิม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เคยระบุในรายการศาสตร์พระราชาว่า ในปี 2560 กทม.มีจำนวนรถยนต์สะสมกว่า 6.6 ล้านคัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4% ต่อปี มีรถจดทะเบียนใหม่ทุกวัน วันละ 700 คัน รถจักรยานยนต์อีก 400 คัน
ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีถนนประมาณ 4,300 กิโลเมตร เป็นถนนสายหลักเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น หากเทียบพื้นที่ถนนแล้ว กรุงเทพฯ มีเพียง 6.8% ขณะที่เมืองใหญ่ๆ ของโลก เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน ญี่ปุ่น สิงคโปร์มีพื้นที่ถนน 21-36% ซึ่งก็รถติดเหมือนกัน ทั้งๆ ที่มีพื้นที่ถนนมากกว่าไทย
มาวันนี้ข้อเสนอให้ลดปริมาณรถยนต์ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นพูดใหม่ช่างเป็นโอกาสดีจริงๆ เมื่อเกิดปัญหาแล้วต้องเอามาเป็นบทเรียนและปรับใช้ ผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหา
หลายแนวทางเพื่อแก้ปัญหาจราจรพ่วงแก้ปัญหาฝุ่นละอองทางอ้อม ประกอบด้วย
1.กำหนดการใช้รถเป็นวันเลขคู่เลขคี่ ซึ่งจะทำให้รถยนต์หายไปจากท้องถนนได้ถึง 50% การจราจรเบาบางขึ้น
2.กำหนดโซนนิ่งเก็บเงินรถยนต์ที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ชั้นในที่มีปัญหาจราจรคับคั่ง
3.เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมกับรถที่มีผู้โดยสารน้อยกว่า 4 คน
4.การขึ้นภาษีรถยนต์ให้มีราคาแพง
5.เพิ่มค่าที่จอดรถราคาสูงเข้าไว้ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจทิ้งรถไว้ที่บ้านมากกว่าใช้รถส่วนตัว 6.พัฒนาระบบรถโดยสารประจำทางให้สะดวกสบายปลอดภัย
7.เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งทางเลือกโดยเฉพาะรถไฟฟ้าให้เป็นวิถีชีวิตหลักที่กำลังสร้างเสร็จอีกหลายสายภายใน 2-3 ปีนี้
8.สร้างระบบป้อนผู้โดยสารไปยังระบบขนส่งรถไฟฟ้าชนิดไร้รอยต่อเพื่อให้เกิดความคล่องตัว
หลายฝ่ายยอมรับตรงกันว่า การสร้างรถไฟฟ้าหลายสายขณะนี้ไม่ได้แก้ปัญหาจราจร แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน เพราะถ้าไม่ลดจำนวนรถยนต์ รถก็ยังติดอยู่ และแต่ละปีมีรถใหม่ก็เข้าสู่ระบบอีก
ผลจากปริมาณรถหนาแน่นยังทำให้ความเร็วในท้องถนนลดลงเหลือ 15 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากเดิมปี 2552 ความเร็วการใช้รถยนต์อยู่ที่ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง และใช้เวลาจากบ้านเดินทางไปทำงานนานมากขึ้นอีก ยังไม่นับการเสียเวลาบนท้องถนนให้กับรถติดวันละ 72 นาทีจากงานวิจัยที่ออกมา
เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ต้องเอาบทเรียนสร้างเป็นโอกาสไม่งั้นเราก็จะสูญเปล่า ไม่ได้เรียนรู้อะไรกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน







