
2019 แข่งเดือด สื่อยักษ์ใหญ่ร่วมศึก‘สตรีมมิ่ง’
ธุรกิจสตรีมมิ่งวิดีโอมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ธุรกิจสตรีมมิ่งวิดีโอมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันที่กำลังจะร้อนระอุยิ่งขึ้นในปี 2019 ซึ่งจะมีบริการสตรีมมิ่งใหม่ๆ แห่เปิดตัวกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้เล่นหน้าเดิมก็ต่างปรับทัพรับการแข่งขันอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน
ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บริษัทสื่อรายใหญ่ในสหรัฐอย่าง ดิสนีย์ จะเปิดตัวแพลตฟอร์ม ดิสนีย์พลัส (Disney+) ใช้คอนเทนต์ที่ดิสนีย์มีหลากหลายอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการนำแบรนด์ดังในเครือทั้ง พิกซาร์ มาร์เวล สตาร์วอร์ส และเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มด้วย นอกจากนี้จะใช้แพลตฟอร์ม ฮูลู (Hulu) ที่ดิสนีย์กำลัง จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 60% เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรุกตลาดโลกด้วย ส่วนค่าย วอร์เนอร์ มีเดีย จะแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้นที่จะเน้นภาพยนตร์ ระดับพรีเมียมที่จะมีตัวเลือกให้ดูรายการออริจินัลและหนังชนโรง ส่วนระดับที่สามคือการรวมทั้งสองบริการ เช่นเดียวกับคอนเทนต์อื่นๆ ของบริษัทและจากผู้ผลิตรายอื่นๆ
นอกจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อแล้ว แอปเปิ้ล ผู้ผลิตไอโฟนยังอาจกลายมาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในศึกนี้ด้วย โดยซีเอ็นบีซี รายงานว่า บริการสตรีมมิ่งของแอปเปิ้ลที่จะติดตั้งมาพร้อมกับไอโฟน อาจเริ่มเปิดให้บริการช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยแอปเปิ้ลจะเน้นคุณภาพมาก่อนปริมาณ
ด้านแอมะซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซ เพิ่งเปิดให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอแบบฟรีไม่เสียค่าสมาชิก แต่จะทำรายได้จากการขายโฆษณาเป็นหลัก โดยจะให้บริการบนเว็บไซต์ไอเอ็มดีบี ในชื่อว่า ไอเอ็มดีบี ฟรีไดฟว์ (IMDb Freedive) และตามเว็บไซต์ภาพยนตร์และทีวีที่แอมะซอนเป็นเจ้าของ รวมไปถึงบนอุปกรณ์เชื่อมต่อกับโทรทัศน์อย่างแอมะซอน ฟายเออร์ ทีวี
อย่างไรก็ดี ไบรอัน โรเบิร์ตส์ ซีอีโอคอมแคสต์ กล่าวว่า สตรีมมิ่งยังเป็น ตลาดที่มีความท้าทายสูงมากในด้าน การเงิน และคอมแคสต์ไม่รีบร้อนที่จะเข้าสู่ตลาดนี้
ขณะที่ รีด แฮสติงส์ ซีอีโอของเน็ตฟลิกซ์ บริการสตรีมมิ่งรายใหญ่ในปัจจุบัน กล่าวว่า การแข่งขันจะทำให้เน็ตฟลิกซ์มีคุณภาพดียิ่งขึ้น พร้อมระบุว่าเน็ตฟลิกซ์กำลังรุกหาตลาดอื่น โดยจะมุ่งหาสมาชิกใหม่ที่จ่ายค่าสมาชิกในสกุลเงินรูปี เปโซ และยูโร หลังจากลงทุนการผลิตคอนเทนต์ยุโรป 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.16 หมื่นล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตคอนเทนต์ในยุโรป 221 โครงการในปีนี้ และมีแผนจะเปิดศูนย์ กลางการผลิตในสเปน
เน็ตฟลิกซ์ เปิดเผยว่า ยอดสมาชิกทั่วโลกในไตรมาส 4 ของปี 2018 เพิ่มขึ้น 8.84 ล้านคน สูงกว่าคาดการณ์ในเดือน ต.ค. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่อง “เบิร์ด บ็อกซ์” ที่กำลังมาแรง และคาดการณ์ว่าไตรมาสแรกของปีนี้จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น 8.9 ล้านคน เป็นสถิติใหม่
ตลาดเอเชียมาแรง
การแข่งขันสตรีมมิ่งวิดีโอในเอเชียมีแนวโน้มว่าจะดุเดือดอย่างมากในปี 2019 เนื่องจากเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นชาติที่สามารถผลิตซีรี่ส์และคอนเทนต์บันเทิงส่งออกทั่วโลกได้หันมาผนึกกำลังเพื่อแข่งขันกับเน็ตฟลิกซ์ ที่กำลังสั่นคลอนตลาดเกาหลีใต้ โดยสถานีโทรทัศน์รายใหญ่ที่สุด 3 แห่ง คือ SBS MBC และ KBS ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับ เอสเค เทเลคอม ยักษ์โทรคมนาคมในเครือของอาณาจักร เอสเค กรุ๊ป เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และมีกำหนดเริ่มเปิดบริการภายในปีนี้
4 บริษัทของเกาหลีใต้มีแผนจะควบรวมอ๊คซูซู (Oksusu) ของเอสเค เทเลคอม บริการสตรีมมิ่งใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ ซึ่งมีผู้ติดตามราว 9.5 ล้านคน เข้ากับพุค (Pooq) แพลตฟอร์มที่มีผู้ติดตาม 3.7 ล้านคน ซึ่งเอ็มบีซีและเอสบีเอสถือหุ้นค่ายละ 40% ส่วนอีก 20% เป็นของเคบีเอส พร้อมกับมีแผนรวบรวมทุนเพื่อสร้างคอนเทนต์ โดยจะมีการลงทุนขั้นแรก 180 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,752 ล้านบาท) มากกว่าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอ๊คซูซูลงทุนคอนเทนต์ไปเพียง 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 139 ล้านบาท)
พัคจุงโฮ ซีอีโอของเอสเค เทเลคอม กล่าวว่า บริการใหม่นี้จะเป็น “เน็ตฟลิกซ์ แห่งเอเชีย” และจะขยายสู่ตลาดอาเซียนด้วย
ด้าน “ไอฟลิกซ์” แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งจากมาเลเซียก็เตรียมเน้นตลาดเอเชียเต็มตัว หลังจากขายหุ้นในไอฟลิกซ์ แอฟริกา ให้กับอีโคเน็ต โกลบอล ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมในแอฟริกา โดย มาร์ค บริตต์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอไอฟลิกซ์ กล่าวว่า การขายธุรกิจแอฟริกาคือก้าวแรกแห่งการปรับธุรกิจมาเน้นตลาดเอเชียโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ไอฟลิกซ์ยังได้เริ่มปล่อยสารคดีเรื่องบังกิต (Bangkit) เนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นคอนเทนต์สารคดีออริจินัลของไอฟลิกซ์เรื่องแรก โดยใช้ภาพจากเหตุการณ์จริง ทั้งฟุตเทจ คอนเทนต์จากโซเชียลมีเดีย และวิดีโอที่บุคคลต่างๆ บันทึกเอง
นอกจากตลาดข้างต้นแล้ว “เนเวอร์” เจ้าของแอพพลิเคชั่นไลน์ยังมีแผนรุกตลาดอาเซียนด้วยบริการไลฟ์สตรีมมิ่งมาแข่งกับอินสตาแกรม และยูทูบ โดยเนเวอร์เพิ่งเปิดตัวแอพพลิเคชั่น วี ไลฟ์ (V Live) ที่เปิดให้คนดังของเกาหลีพูดคุยกับแฟนคลับทั่วโลกผ่านทางวิดีโอสด ซึ่งวี ไลฟ์ เพิ่งมียอดผู้ใช้ในเวียดนามทะลุหลัก 6.5 ล้านคนไปเมื่อเร็วๆ นี้







