
มหันตภัยแห่งความเงียบ
กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นฝุ่นอันตรายก็สูดเข้าไปหลายเฮือก
โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นฝุ่นอันตรายก็สูดเข้าไปหลายเฮือก
ก็นึกว่าเป็นทะเลหมอกเข้ากับฤดูหนาว กทม. กลายเป็นเมืองในฝันเคียงข้างแม่ฮ่องสอน เมืองสามหมอก ดูน่าจะสดชื่นอากาศบริสุทธิ์ในป่าขุนเขาธรรมชาติ หมอกมาเยี่ยมกรุงทั้งที ต้องเก็บโอโซนเอาไว้นานๆ
ที่ไหนได้ หน่วยงานภาครัฐ รัฐบาล นายกรัฐมนตรี เริ่มออกมาเตือนภัย หมอกจางทั่วเมืองมันคือ ฝุ่นละอองอันตรายขนาด PM 2.5 เล็กกระจิริดเท่ากับ 1 ใน 25 ของเส้นผมสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่กระแสเลือดมนุษย์ได้
เจ้าฝุ่นที่ว่า มันเยอะจนเกินค่ามาตรฐานโลก อันตรายถึงขั้นส่งผลต่อระบบสุขภาพ
จะหาว่า คนกรุงไม่ติดตามข่าวสารก็ไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่ต้นปี 2561 ภาครัฐเรียงหน้ายืนยันว่า ชาวกรุงอย่าตื่นตระหนก มันเป็นแค่ฝุ่นละอองธรรมดา มาไม่นานเดี๋ยวก็จากลา ถ้าให้ดีก็อย่าทำกิจกรรมนอกบ้าน
ทั้ง รมว.สาธารณสุข ปลัดกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ขอร้องประชาชนอย่าตื่นตูม เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ได้รุนแรง อากาศก็ไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤต นัยว่า ฉันห่วงใยเธออยู่ แต่เธอก็อย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ
เหตุผลที่ป่าวประกาศกับคนกรุง กรุงเทพฯ ไม่มีทางเหมือนมลพิษวิกฤตฝุ่นในจีนที่เกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกถึง100 เท่า เพราะของเราเป็นแค่เฉพาะช่วงสั้นๆ เดี๋ยวก็มีฝนมาช่วย
คนไทยฟังข่าวจากภาครัฐก็เบาใจเกิดความมั่นใจว่า เอาอยู่ แม้ปัจจุบันท่านอธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันล่าสุดว่า ครั้งนี้ไม่วิกฤตเหมือนต้นปีที่แล้ว สบายใจได้
วันดีคืนดี ชาวกรุงเริ่มแปลกใจ ฝุ่นหนาขึ้นทุกวัน ทั่วทุกพื้นที่ขมุกขมัวน่ากลัว ไม่เห็นหมดซะที อย่างนี้มันไม่น่าใช่แล้วจนภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนคำเตือนใหม่“ค่าฝุ่นเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ”
ข้อมูลจากราชการที่กรอกหูก่อนหน้านี้ เริ่มไม่จริงเสียแล้ว
ที่โทษพ่อค้าหมูปิ้งปล่อยควันสร้างมลพิษก็ดูตลกไป หรือการสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ก่อให้เกิดฝุ่นมาก แม้จะจริงอยู่แต่ก็เป็นองค์ประกอบสะสม
คำเตือนชุดใหม่ กรุงเทพฯ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่นละอองเหมือนหลายเมืองของโลก เพราะสาเหตุจากควันรถยนต์ในเมือง
ประชาชนไม่เชื่อข้อมูลภาครัฐ แต่กว่าจะรู้ ไม่รู้สูดเข้าปอดไว้ในร่างกายเป็นอันตรายมากแค่ไหน และใครที่ได้รับผลกระทบไปแล้วบ้าง ปัญหาฝุ่นละอองมันเป็นโรคเรื้อรัง สะสมระยะยาว ไม่ใช่อุบัติเหตุถูกรถชนแล้วรู้ทันทีว่าบาดเจ็บเพราะถูกชน ดังนั้น การจะเอาผิดใครที่ปล่อยฝุ่นละอองก็ลำบาก เพราะควัน ฝุ่นมันสะสมเรื่อยๆ จากหลายส่วน รถยนต์โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ นอกจากตำหนิ ฟ้อง หน่วยงานรัฐ โทษฐานปล่อยข้อมูลให้ประชาชนหลงเชื่อจนชะล่าใจว่าเอาอยู่ ไม่อันตราย ไม่จำเป็นต้องป้องกันอะไรมาก
เมื่อประชาชนเริ่มตื่นตัว แห่กันไปซื้อหน้ากากกันฝุ่น N95 เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ แต่พ่อค้าหัวใสในทุกสถานการณ์ที่มีดีมานด์ โก่งราคา หน้ากากหมดสต๊อกอย่างรวดเร็วเหมือนต่อคิวซื้ออาหารในเวเนซุเอลาแต่รัฐก็ไม่สามารถจัดหาเครื่องมือป้องกันสุขภาพให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพียงพอและทันท่วงที
อันตรายของเจ้าฝุ่น PM 2.5 มันเป็นมหันตภัยเงียบและรุนแรง เหมือนกับการสูดควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย หญิงตั้งครรภ์ถ้าโดนเข้าไปเยอะๆ เสี่ยงแท้ง เด็กในท้องเสี่ยงขาดเลือด ส่วนเด็กเล็กจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน สร้างความเสียหายต่อเซลล์สมอง ระบบความจำ กระทบต่อการพัฒนา ผู้ป่วยคนแก่ ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจโดนเข้าไปอาจเจอสองเด้ง
ที่น่าห่วงคือ เด็กเล็ก ซึ่งภูมิต้านทานน้อยอยู่แล้ว ต้องไปโรงเรียนทุกวัน ทุกเช้า และเดินฝ่าดงฝุ่นละอองตามท้องถนนกระทรวงศึกษาฯ ก็ไม่แข็งขัน แรกๆ แค่ออกมาเตะผิวๆ ให้ทำตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข งดกิจกรรมกลางแจ้งไว้ก่อน แต่มันก็ไม่พอ ควรอย่างยิ่งให้หยุดเรียนในพื้นที่เสี่ยง จนกว่า กทม.จะจัดการปัญหาเฉพาะหน้า ฉีดน้ำ ขอฝนให้หยุดฝุ่น จนอยู่ในระดับไม่อันตรายก่อน หรือไม่ รัฐต้องจัดหาแจกหน้ากากอนามัยให้เด็กๆ ในโรงเรียนใส่ป้องกัน
การแก้ปัญหาตอนนี้ทำได้แค่ผิวๆ ปลายเหตุ ฉีดน้ำกับแห่นางแมว จับพวกรถควันดำ เพราะภาครัฐในอดีตปล่อยให้เมืองเติบโตจนไร้การควบคุม ต้นเหตุหลักมาจากรถยนต์ดีเซลที่การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ขณะที่ กทม.มีรถยนต์ที่ใช้ดีเซลสะสมมากถึง 2.5 ล้านคัน
ถึงคราวที่ต้องทบทวนมาตรการจำกัดรถยนต์เหมือนในต่างประเทศแล้ว เอาพื้นที่มาทำเลนจักรยาน แต่ไม่ใช่แบบในปัจจุบันที่ขี่ในเมืองมีแต่อันตรายและความตายแม้แต่เลนจักรยานที่ กรุงเทพฯสร้างอย่างภูมิใจ ก็ถูกแย่งชิงโดยมอเตอร์ไซค์และที่วางของขาย
ถ้าไม่มีการควบคุมรถยนต์ที่ก่อมลพิษเหล่านี้ อีกไม่นานกรุงเทพฯ จะยกระดับเป็น “เมืองแห่งทะเลหมอก” ของจริง ไม่ต้องไปเที่ยวเหนือ ถ่ายรูปอัพเฟสเนียนๆ ไปได้







