
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (93)
ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดส่งผู้แทนไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดส่งผู้แทนไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ประเทศอังกฤษ กรมเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแต่งตั้ง ลงวันที่ 3 พ.ย. 2477 ให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์เป็นประธาน พร้อมด้วย นาวาตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรี กับให้ ดิเรก ชัยนาม เป็นเลขานุการไปด่วน ผู้ลงนามในคำสั่งนี้คือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นนั่นเอง
ผู้แทนรัฐบาลดังกล่าวได้เดินทางไปถึงกรุงลอนดอนวันที่ 7 ธ.ค. 2477 และในวันรุ่งขึ้นได้ส่งหนังสือเรียน นายพลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร สมุหราชองครักษ์และราชเลขานุการในพระองค์ฯ ขอให้นำความกราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระราชวโรกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในวันที่ 12 เดือนเดียวกันนั้น
นอกจากผู้แทน 3 ท่านจากกรุงเทพฯ แล้ว ทางคณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้พระยาราชวังสัน ซึ่งดำรงตำแหน่งอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสสมทบไปเฝ้าฯ ในครั้งนี้ด้วย พระยาราชวังสันได้ออกเดินทางจากปารีสถึงกรุงลอนดอนในวันที่ 11 ธ.ค. ก่อนกำหนดเข้าเฝ้าฯ หนึ่งวัน
คณะผู้แทนรัฐบาล ซึ่งได้ขอพระราชทานพระราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯ ในครั้งนั้น ฝ่ายประธานได้ติดต่อแจ้งเหตุการณ์มายังคณะรัฐบาลทันที การเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรกคือวันที่ 12 ธ.ค. เวลา 15.15 น.ยังได้มีร่างพระราชบันทึกในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในทางการปกครอง และการปฏิบัติงานของรัฐบาลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวส่งให้รัฐบาลทันที การเข้าเฝ้าฯ ยังคงดำเนินต่อไปครั้งที่ 2 วันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งครั้งนี้ ดิเรก ชัยนาม ได้เป็นผู้จดบันทึกส่งให้รัฐบาล โดยได้กล่าวถึงด้วยว่า หนังสือพิมพ์ในปีนังได้เสนอข่าวอย่างเกรียวกราว ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชปรารภที่จะสละราชสมบัตินั้น ดิเรก ชัยนาม ได้
รายงานว่า
“...ทรงรำพันถึงการกลับไม่กลับว่าจะต้องชั่งพระราชหฤทัยว่าทางใดจะมีประโยชน์มากกว่า คณะผู้แทนกราบบังคมทูลว่า สมมุติว่าถ้าเหตุการณ์จะบังเอิญไปในทางที่ไม่เสด็จกลับก็อาจจะเกิดความยุ่งยากขึ้นในบ้านเมือง พระองค์ท่านก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ถึงแม้จะมาอยู่ต่างประเทศก็ย่อมจะเดือดร้อนด้วย ทั้งเจ้านายอื่นๆ ก็จะเที่ยวระส่ำระสายในต่างประเทศเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ฉะนั้นในที่สุด ถ้าทรงเห็นว่าจะไม่เสด็จกลับ ก็น่าจะหาหนทางตกลงกันอย่างเรียบร้อย อย่าให้เห็นการออกโดยมีข้อโต้เถียง กล่าวคือ ทรงประกาศในการลาออกและตั้งผู้สืบสันตติวงศ์ต่อไป และถึงแม้จะอยู่ในต่างประเทศก็ไม่เสื่อมเสียพระเกียรติยศอย่างไร ในที่สุดรับสั่งว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรกันก็รอฟังรัฐบาลเขาว่ามาก่อน อาจจะมีการต่อรองอีกหนหนึ่งหรือสองหนก็ได้”
พร้อมกับรายงานของดิเรกนี้ยังได้มีพระราชบันทึกฉบับที่สองส่งให้รัฐบาลและสภาผู้แทนฯ อีกด้วย ประเด็นสำคัญในพระราชบันทึกสองครั้งนี้มีความสำคัญว่า
1.ให้งดไม่ว่ากล่าวในคดีกบฏสำหรับหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์และนายทหารรักษาวัง
2.งดการเลิกทหารรักษาวัง
3.ให้งดการเปลี่ยนแปลงรูปโครงของกระทรวงวังใหม่
ส่วนพระราชบันทึกฉบับที่ 2 มีใจความสำคัญว่า
1.ให้ยอมตามข้อขอร้อง 3 ข้อในพระราชบันทึก ฉบับที่ 1
2.ให้บุคคลต่างๆ ในรัฐบาลเลิกกล่าวร้าย ทับถมการงานของพระราชวงศ์จักรีและของรัฐบาลเก่าและขอให้ปราบปรามผู้ซึ่งดูถูกพระราชวงศ์จักรีอย่างเข้มงวด
3.แสดงความเคารพนับถือในองค์พระมหากษัตริย์โดยชัดเจน
4.พยายามระงับความไม่สงบต่างๆ โดยตัดต้นไฟ คือ
ก.ไม่ดำเนินโครงการเศรษฐกิจแบบโซซะลิสต์อย่างแรง
ข.ลดหย่อนผ่อนโทษนักการเมือง
การเข้าเฝ้าฯ ได้กระทำต่อไปอีก ในวันที่ 20 ม.ค. 2477 ซึ่งเป็นปลายปี (เริ่มปีใหม่ในเดือน เม.ย.) เวลา 15.25 น. และครั้งที่ 4 ในวันที่ 24 เดือนเดียวกัน เวลา 15.00 น.เศษ การเข้าเฝ้าฯ ทุกครั้ง คณะผู้แทนรัฐบาลได้ส่งบันทึกรายงานให้รัฐบาลได้ทราบทันที
แต่ต่อมา ในวันที่ 5 ก.พ. 2477 เวลาประมาณ 11.00 น. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ก็ได้รับโทรเลขจากนายกรัฐมนตรีมีความว่า
“ให้หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์กลับทางอากาศได้ และให้ไปเฝ้าพระองค์อานันท์ฯ อนุญาตให้เวลา 2 อาทิตย์ตามที่ขอมา ดิเรกและเจ้าพระยาศรีให้อยู่ก่อน”
ดังนั้น หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์จึงได้ไปเฝ้ากราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 6 ก.พ. และเดินทางออกจากกรุงลอนดอนในวันที่ 7 ก.พ. และถึงกรุงปารีสในวันนั้น ส่วนเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์นั้นต้องรอผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพิจารณาพระราชบันทึกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยราชเลขานุการในกระบวนเสด็จคือ ม.ร.ว.สมัครสมาน กฤดากร ได้แจ้งให้ทราบว่า ถ้าหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้รับรองรายงานข้อตกลงของสภาฯ ภายในเที่ยงวันที่ 7 ก.พ.แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะส่งคำขาดขอให้ตอบภายในเวลากำหนดให้ ถ้าไม่ตอบภายในเวลาที่กำหนด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะถือว่าคำขอของพระองค์ท่านไม่ได้ผลและจะได้ส่งใบลาออกจากราชสมบัติ
ครั้นแล้วในวันที่ 14 ก.พ. 2477 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าพระยาศรีฯ พระยาราชวังสัน และ ดิเรก ชัยนาม ก็ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอีกเป็นครั้งที่ 5 โดยที่ยังไม่ได้รับรายงานการประชุมสภาฯ จากกรุงเทพฯ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่อย่างใด
ดิเรก ชัยนาม ได้บันทึกความสำคัญไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงขอให้คณะผู้แทนรัฐบาลรีบโทรเลขถามว่า สำเนารายงานการประชุมสภาฯ นั้นจะส่งมาได้ในวันใด
ปรากฏว่าทางรัฐบาลได้จัดส่งสำเนาดังกล่าวนี้ในวันรุ่งขึ้น (ที่ 16 กุมภ์. 77) เป็นรายงานการประชุมของวันที่ 31 ม.ค. 2477 และได้ถึงมือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ในวันที่ 26 ก.พ. และได้เข้าเฝ้าฯ ในคืนวันที่ 27 ก.พ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าขอไว้ทอดพระเนตรก่อน
ต่อมาในคืนวันที่ 28 ก.พ. เวลาประมาณ 23.00 น. ม.ร.ว.สมัครสมานได้มาพบกับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้พระราชทานพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติให้เจ้าพระยาศรีฯ ในวันที่ 2 มี.ค. 2477 และจะถือว่ามีผลขาดจากการเป็นพระมหากษัตริย์ตั้งแต่เวลาที่เจ้าพระยาศรีฯ ได้รับพระราชหัตถเลขา
แต่เจ้าพระยาฯ ไม่ยอมรับ โดยชี้แจงว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลมาแต่เพียงให้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับเท่านั้น เห็นควรว่าน่าจะติดต่อกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่กรุงเทพฯ
ส่วนทางหลวงธำรงฯ นั้นได้เข้าเฝ้าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลที่โลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 14 ก.พ. เวลา 19.30 น.และเดินทางกลับในวันที่ 16 เดือนเดียวกันถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 27 ก.พ. 2477
ครั้นแล้วในวันที่ 2 มี.ค. 2477 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้มีหนังสือถึง พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบว่า ได้รับพระราชโทรเลขมีความว่า ได้มีพระราชหัตถเลขาทรงสละพระราชสมบัติลงพระปรมาภิไธย พระราชทานแก่เจ้าพระยา
ศรีธรรมาธิเบศร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้แทนรัฐบาลในวันนี้ (คือวันที่ 2 มี.ค.) แล้วที่ประเทศอังกฤษ และมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งว่า ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นอันพ้นไป ในวันที่ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติ จะลงนามในเอกสารอันใดไม่ได้อีกต่อไป แต่ในวันเดียวเท่านั้น กรมพระนริศฯ ก็ได้มีหนังสืออีกฉบับหนึ่ง แจ้งให้ทราบว่าเจ้าพระยาศรีฯ ไม่ยอมรับพระราชหัตถเลขา ดังนั้นจึงได้เชิญพระราชหัตถเลขาไปมอบให้แก่อัครราชทูตสยาม ซึ่งประจำกรุงลอนในฐานที่เป็นผู้แทนรัฐบาลตามทางราชการต่อไป
พล.อ.พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะเข้าเฝ้าสมเด็จฟ้ากรมพระนริศฯ ในวันรุ่งขึ้น(3 มี.ค.) ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภาเพื่อประวิงเวลาและกราบทูลเชิญให้ทรงดำรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดลได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว แต่กรมพระยานริศฯ ตรัสว่า รับไม่ได้เพราะพระองค์ทรงพระชรามากแล้ว







