posttoday
‘อย่าเล่น’กับ‘กระแสความรู้สึก’

‘อย่าเล่น’กับ‘กระแสความรู้สึก’

13 มกราคม 2562

“อารมณ์สังคม” ก็เหมือน “อารมณ์มนุษย์”

โดย ทวี สุรฤทธิกุล 

“อารมณ์สังคม” ก็เหมือน “อารมณ์มนุษย์”

วิทยาการบนโลกนี้แบ่งเป็น 2 แขนงใหญ่ๆ คือ “สังคมศาสตร์” กับ “วิทยาศาสตร์” โดยสังคมศาสตร์จะศึกษาเกี่ยวกับ “มนุษย์และสังคม” ส่วนวิทยาศาสตร์จะศึกษาเกี่ยวกับ “ธรรมชาติทั้งหลาย” ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าวิทยาศาสตร์นั้นเจริญก้าวหน้ามากกว่าสังคมศาสตร์มาก ด้วยหลักคิดที่ว่าธรรมชาติทั้งหลายมีหลักเกณฑ์ที่ “ตายตัว” ที่สามารถศึกษาและพิสูจน์ได้อย่างเป็น “สากล” ในขณะที่มนุษย์และสังคมนั้นมีการ “แปรเปลี่ยน” อยู่ตลอดเวลา โดยยากที่จะศึกษาให้เหมือนหรือเป็นแบบเดียวกันได้ อย่างที่เรียกว่าในแต่ละคนและสังคมนั้นต่างก็มี “อัตลักษณ์” เป็นของตนนั่นเอง

“อัตลักษณ์” อย่างหนึ่งในตัวมนุษย์และสังคมที่ยากจะเรียนรู้และเข้าใจก็คือ “อารมณ์” โดยที่ในสภาพปัจจัยเดียวกันก็อาจจะทำให้มนุษย์แต่ละคนมีอารมณ์แตกต่างกัน และยิ่งมองไปในสังคมที่ประกอบด้วยมนุษย์จำนวนมาก อารมณ์ของสังคมก็ยิ่งจะมีมาก หรือ “สลับซับซ้อน”มากขึ้นนับเท่าทวีคูณ เพราะสังคมนี้ก็คือ“กลุ่มมนุษย์” ซึ่งในระดับเล็กสุดก็คือ “ครอบครัว” ไปจนถึงขนาดใหญ่สุดคือ “นานาชาติ” แต่ในบทความนี้จะมุ่งมองเฉพาะ “อารมณ์ของสังคมไทย” ในส่วน “กระแสความรู้สึกทางการเมืองของคนไทย” เท่านั้น

ตอนนี้กระแสความรู้สึกทางการเมืองของคนไทยน่าจะแบ่งได้เป็น 2 กระแสใหญ่ๆคือ “กระแสอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว-ไม่ควรจะเลื่อนการเลือกตั้ง” กับ “กระแสยังไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง-เลื่อนการเลือกตั้งก็ได้” ซึ่งผู้เขียนจะขอไม่มีความเห็นว่าเห็นด้วยกับกระแสใดเพราะอะไรในเวลานี้ แต่อยากจะพูดถึง “อานุภาพของกระแสความรู้สึก” โดยจะยกตัวอย่างจาก “ประสบการณ์ตรง” ของผู้เขียนสักเรื่องหนึ่ง ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะพอเทียบเคียงกับเหตุการณ์ทางการเมืองไทยในช่วงเวลานี้ได้

นั่นก็คือเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 เชื่อมโยงมาถึงเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 ที่ผู้เขียนรวมเหตุการณ์ทั้งสองนี้เป็น “ขบวนการเดียวกัน” ก็เพราะทั้งสองเหตุการณ์นี้แสดงถึง “การแปรเปลี่ยนในอารมณ์ทางสังคม” ได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ “อารมณ์ถวิลหาเสรีภาพที่ถูกกดทับ” กับ “อารมณ์เบื่อหน่ายเสรีภาพอันฟุ้งเฟ้อ”(น่าจะคล้ายกันกับ “อารมณ์อยากเลือกตั้งโดยเร็ว” กับ “อารมณ์เลื่อนเลือกตั้งก็ได้” ในเวลานี้) โดยที่ 14 ต.ค. 2516 เป็นการแสดงออกในอารมณ์แรก เนื่องจากระบอบทหารที่ปกครองมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2490 ได้ทำให้ผู้คน “อยากเป็นประชาธิปไตย” โดยกลุ่มนักศึกษาและปัญญาชนได้ปลุกเร้าด้วยคำว่า “เสรีภาพ” พร้อมกับ “เบื่อระบอบทหาร” ถึงขั้นสร้างวาทกรรมในการขับไล่ทหารว่าเป็น “ทรราช”ซึ่งสามารถปลุกเร้า “คนรุ่นใหม่” ให้ฮึกเหิมและอยากจะให้ “สังคมแห่งเสรีภาพ” นั้นเกิดขึ้นโดยเร็ว

การเดินขบวนที่นำโดยกลุ่มนิสิตนักศึกษานี้ ถูกประเมินจากฝ่ายทหารในตอนนั้นว่าก็เป็นแค่ “ขบวนการของเด็กๆ” แต่ว่าเมื่อ “เด็กๆ” เหล่านั้นได้แสดงพลังออกมาเป็นเรือนแสน เดินมาตามถนนราชดำเนินในตอนบ่ายของวันที่ 13 ต.ค. 2516 (ผู้เขียนซึ่งกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้ร่วมมาในขบวนด้วย โดยเป็นฝ่ายยก “เข่ง” อาหารและน้ำแจกจ่ายให้แก่ผู้ร่วมชุมนุม) ก็ได้สังเกตเห็นว่าประชาชนได้ออกมาให้กำลังใจตามรายทางเป็นจำนวนมาก ทุกคนออกมาอวยพรให้การประท้วงประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้เขียนได้มาวิเคราะห์ดูภายหลัง (เมื่อมาเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์แล้ว) ก็เชื่อว่าน่าจะเกิดจาก “กระแสพลังร่วม” ที่บ่มเพาะมาในระยะเวลาหนึ่ง แล้วเมื่อถึงเวลาที่ “เหมาะสม” ก็จะออกมา “เพิ่มกระแส” ซึ่งความฮึกเหิมของนิสิตนักศึกษาก็เพิ่มขึ้นด้วย “กระแสพลังร่วม” นี้เอง กระทั่งนำมาซึ่งชัยชนะในการขับไล่ทหารในวันรุ่งขึ้นต่อมา

ภายหลังที่นิสิตนักศึกษาได้รับชัยชนะ การเมืองไทยก็ไม่หายจากความวุ่นวาย ซึ่งเป็นเพราะการใช้เสรีภาพอย่างฟุ้งเฟ้อทั้งของนิสิตนักศึกษาและกลุ่มสังคมในภาคส่วนต่างๆ (ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน เช่น ที่โรงเรียนของผู้เขียนก็มีนักเรียนเอาหนังสือวรรณคดีมาเผากลางสนามหน้าโรงเรียน โดยหาว่าเป็นสิ่ง “มอมเมา” การไว้ผมยาว และแต่งตัวตามสบาย จนถึงขั้นไม่ให้มีการสอนวิชารักษาดินแดนของทหารในโรงเรียน) ทั้งยังถูกแทรกแซงจาก “ฝ่ายซ้าย” อันนำมาซึ่ง “กระแสขวาหวนกลับ” คือการปลุกระดมของฝ่ายราชการให้ต่อต้านขบวนการของนิสิตนักศึกษาเหล่านั้น เช่น ผ่านกลุ่มมวลชนจัดตั้งของรัฐบาล คือลูกเสือชาวบ้าน รวมถึงผ่านสื่อวิทยุของทหาร เป็นต้น อันนำมาซึ่งเหตุการณ์ในวันที่ 6 ต.ค. 2519 (ที่ตอนนี้ผู้เขียนได้เข้ามาเป็นนิสิตในคณะรัฐศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว และก็ได้ไป “มุงดู” ซากความเสียหายรอบๆ สนามหลวงข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตอนเย็นของวันที่ 6 นั้นด้วย) ด้วยจุดจบของเหล่านิสิตนักศึกษาอันน่าสังเวชนั้น

ข้อวิเคราะห์อย่างหนึ่งในเหตุการณ์ทั้งสองที่เชื่อมโยงถึงกันนี้ก็คือ “กระแสอารมณ์ความรู้สึก” ของผู้คนในสังคมนั้นล้วนถูก “บ่มเพาะ” คือใช้เวลาในการก่อตัวอยู่ระยะหนึ่งเสมอ และเพียงแค่มี “เหตุการณ์เล็กๆ” มาสะกิดก็อาจจะนำมาซึ่ง “การลุกลาม” ของเหตุการณ์ จนกระทั่งเกิดความรุนแรงได้ในที่สุด เพียงแต่ว่าจะ “จุดขึ้น” ในเวลา “ช้าหรือเร็ว” เท่านั้น(ในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ก็คือข่าวการล่าสัตว์โดยข้าราชการที่ทุ่งใหญ่นเรศวรวันที่ 6 ต.ค. 2516 คือการแสดงละครแขวนคอบุคคลคล้ายบุคคลสำคัญ หรือถ้าจะมาเปรียบเทียบกรณีใกล้ๆ นี้ เช่น การขับไล่นายกฯ ทักษิณ ในปี 2549 ก็เกิดจากการขายหุ้นให้เทมาเสกโดยไม่เสียภาษี หรือการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ในปี 2556-2557 ก็เกิดจากการโหวตนิรโทษกรรมให้แก่อดีตนายกฯ แล้วทั้งสองเหตุการณ์นั้นก็นำมา ซึ่งการทำรัฐประหารของทหารทั้งสองครั้งอีกด้วย)

ขณะนี้เราอาจจะเห็นแค่ “พลังของเด็กๆ” ที่แสดงถึงอารมณ์ที่อยากเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งนี้อาจจะไม่ใช่อารมณ์ที่แท้จริงของสังคมไทย เช่นเดียวกันกับในอดีตที่คนส่วนใหญ่มักจะกลัวพลังอำนาจของทหาร พวกเขาจึง “ซ่อนอารมณ์” ต่างๆ ไว้ภายในสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถ้ามี “เหตุการณ์เล็กๆ” อะไรสักสิ่งเกิดขึ้น แล้วนำมาซึ่งการปะทุของ “อารมณ์สังคมที่แท้จริง” ก็น่ากลัวว่า ประเทศไทยอาจจะมีความเสียหาย “รุนแรง” เกิดขึ้นอีกก็ได้ อดีตบอกแล้วว่า เมื่อเกิด “กระแส” คนไทยก็ไม่กลัว “กระสุน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท