
เบิกงบลงทุนไม่ขยับ เศรษฐกิจปีหมูสาหัส
เศรษฐกิจปีหมู 2562 ต้องพึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก
โดย เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจปีหมู 2562 ต้องพึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐจากเม็ดเงินลงทุนที่มีสูงถึง 6-7 แสนล้านบาท เพราะการพึ่งการบริโภคเอกชนคงหวังไม่ได้มาก เพราะราคาพืชผลการเกษตรไม่ดี ขณะความหวังที่ฝากไว้กับการลงทุนภาคเอกชน ก็หมดหวังเพราะเอกชนชะลอจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีความผันผวนขยายตัวได้น้อยลง
นอกจากนี้ ในต้นปีหมูจะมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้นักลงทุนภาคเอกชนรอความชัดเจนรูปร่างหน้าตาของรัฐบาลใหม่ ว่ามีเสถียรภาพและมีนโยบายทางเศรษฐกิจเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปจากเดิมถึงจะตัดสินใจลงทุนอีกครั้ง
ส่วนเศรษฐกิจต่างประเทศพึ่งไม่ได้ เพราะส่งผลกระทบไทยตั้งแต่ครึ่งปีหลัง 2561 การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา มีหลายเดือนขยายตัวติดลบ จากสงครามการค้าสหรัฐกับจีนออกฤทธิ์ในทางลบอย่างเต็มที่ ขณะที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจันลดลง ทำให้รายได้ภาคบริการของไทยตกลงรุนแรง กระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำนวนมาก
สำหรับการเร่งการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหมู รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินสายเป็นประธานการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ การเป็นประธานประชุมการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน หรือพีพีพี หวังเพื่อให้เดินหน้าได้ไวมีเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจปีหมูให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ
ด้าน อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ออกมาประกาศชัดเจนว่า ไม่ให้ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง เกียร์ว่างในการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหมู โดยเฉพาะการเร่งการลงทุนของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ต้องมีการดำเนินการต่อเนื่อง แม้ว่าต้นปีนี้จะเป็นมีการเลือกตั้งใหม่ก็ตาม
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินสายในต่างประเทศ เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนให้มาลงทุนในโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการระเบีบงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี และเมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ที่ประเทศยังต้องลงทุนอีกมาก
อย่างไรก็ตาม การประสานพลังของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อดูตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณไตรมาสแรกปี 2562 ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2561 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายได้ 8.57 แสนล้านบาท หรือ 28.6% แบ่งเป็น งบประจำ 2.35 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายได้ 7.95 แสนล้านบาท หรือ 33.8% ดูเหมือนการเบิกจ่ายไปได้ดี
แต่เมื่อลงไปดูในส่วนของการเบิกงบลงทุนกรณีที่ไม่รวมงบกลาง 5.58 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 6.25 หมื่นล้านบาท หรือ 11.2% ซึ่งถือว่าเบิกจ่ายได้ต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันมีจำนวน 1.87 แสนล้านบาท หรือ 33.6% ก็ตาม เพราะการเบิกจ่ายงบลงทุนหากมีการรวมงบกลางเข้ามาด้วย จะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนได้ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเข้าไปอีก
การเบิกจ่ายงบลงทุนที่รวมงบกลางมีปัญหาในส่วนของงบกลางค่อนข้างมาก เพราะมีการอนุมัติโครงการล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนโดยรวมต่ำไปด้วย ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงให้กรมบัญชีกลางรายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนออกไป เพื่อให้ตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนเพิ่มสูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มากพอ เพราะการเบิกจ่ายงบลงทุนยังถือว่ายังช้าอยู่ไม่น้อย
สำหรับการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีวงเงิน 3.66 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 6.26 หมื่นล้านบาท หรือ 17.1% ก็ถือว่าเบิกจ่ายได้ไม่มาก เหมือนงบลงทุนปีงบประมาณ 2562 แม้ว่าจะมีการก่อหนี้ผูกพันทำได้จำนวน 1.77 แสนล้านบาท หรือ 48.6% ส่งผลให้ให้ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ มีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพียง 1.25 แสนล้านบาท จากวงเงินลงทุนทั้งปีงบประมาณ 2562 รวมกับงบเหลื่อมปีมีสูงถึง 9 แสนล้านบาท
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2562 ยังเบิกไม่ขึ้น ไม่เข้าเป้าหมายเหมือนปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา ภาพรวมเบิกได้ 2.66 ล้านล้านบาท ของวงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 92% แบ่งเป็นเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน 3.73 แสนล้านบาท ของวงเงิน 6.59 แสนล้านบาท หรือ 56.5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องเบิกจ่ายให้ได้ 85% ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากหน่วยงานของรัฐยังมีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจกับการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และกลัวทำผิด ซึ่งมีความผิดทางอาญาถึงขั้นจำคุก
ขณะที่การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำกับดูแลโดยตรง ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. 2561 มีจำนวน 3.1 แสนล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมดกว่า 5 แสนล้านบาท การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้ได้ไม่น้อยกว่า 95% ตามกรอบงบลงทุนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
สำหรับการเร่งเบิกจ่าย โดยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ที่ผ่านมาได้มีการเร่งโครงการตามมาตรการ PPP Fast Track ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก มูลค่า 1.28 แสนล้านบาท โครงการระบบขนส่งมวลชน จ.ภูเก็ต มูลค่า 3.94 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) วงเงิน 2.35 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความล่าช้า ทำให้การขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีหมูไม่ได้ตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ รัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรี ยังได้เร่งให้คลังออกหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) หรือ TFF รอบสองให้ได้ภายในปีนี้ หลังจากที่การออกหน่วยลงทุนขยายรอบแรก 4.4 หมื่นล้านบาท ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบันอย่างมาก โดยการระดมทุนรอบแรกจะนำเงินให้กรมทางหลวงไปใช้ก่อสร้าง โครงการทางยกระดับช่วงศรีนครินทร์-สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 18.5 กม. เงินลงทุน 3.5 หมื่นล้านบาท หรือมอเตอร์เวย์ ฉะเชิงเทรา-นครราชสีมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบ และโครงการมอเตอร์เวย์ ช่วงฉะเชิงเทรา-นครราชสีมา วงเงิน 2-3 หมื่นล้านบาท หากทำล่าช้าอาจจะทำให้การประมูลและการเริ่มก่อสร้างไม่ทันภายในปีนี้
ทั้งหมดจะเห็นว่าการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลปี 2562 ยังเป็นเรื่องยากเหมือนกับรายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจปีหมูออกอาการป่วยหนักตั้งแต่เริ่มต้นของปี







