
ปีเก่า นาฬิกาเก่า
ถ้าจะถามว่า มีอะไรในโลกนี้ที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา
โดย สมผล ตระกูลรุ่ง
ถ้าจะถามว่า มีอะไรในโลกนี้ที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เสมอต้นเสมอปลาย ยุติธรรมเที่ยงตรง ไม่มีความลำเอียงไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น คำตอบคือ เวลา เป็นเวลาที่เดินหน้าไปตามกาลเวลาแห่งธรรมชาติ ไม่ใช่เวลาบนนาฬิกาข้อมือที่แม้จะหรูหราราคาแพง
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี 2561 ปีที่ไม่มีอะไรดีกว่าปีก่อน ปีแห่งการเตรียมการไปสู่การเลือกตั้ง ส่งท้ายปีด้วยคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คดีที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาตรวจสอบที่มาที่ไปของนาฬิกาเป็นเวลาถึง 1 ปี ท่ามกลางการจับตาดูของสังคมที่ไม่ไว้ใจความเป็นกลางของ ป.ป.ช.ผลการตรวจสอบมีมติ 5:3 ให้ยุติการตรวจสอบ โดยประธานขอถอนตัวเนื่องจากเคยเป็นเลขาของบิ๊กป้อมมาก่อน
เป็นการปิดสำนวนที่ไม่ได้ปิดเรื่องนาฬิกา
เป็นชัยชนะของบิ๊กป้อมแต่เป็นความพ่ายแพ้ของระบบการตรวจสอบ
เป็นมติ ป.ป.ช.ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง
ตามกระบวนการทางกฎหมาย เรื่องนี้ถือว่าจบแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้น่าจะยังไม่จบ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้รัฐบาล คสช.อยู่ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ ยังไม่ใช่การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยตรง แต่หากส่งเรื่องนี้ให้ศาลได้วินิจฉัย และถ้าวินิจฉัยไปในทางไม่เชื่อว่า นาฬิกาเพื่อน นอกจากความผิดฐานจงใจปกปิดทรัพย์สินแล้ว จะนำไปสู่การตรวจสอบการได้มาว่า ได้มาโดยชอบหรือไม่ ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่
ช่วงนี้ปี่กลองการเมืองกำลังดังปมนาฬิกาหรูนอกจากจะมีผลกับ ป.ป.ช.โดยตรงแล้ว เรื่องนี้จะมีผลถึงการเลือกตั้งด้วย คะแนนความนิยมของ คสช.ที่น้อยลงไปเรื่อยๆ จนจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว จะมีผลให้ความนิยมติดลบกลายเป็นความเกลียดชังที่พร้อมจะต่อต้าน กติกาต่างๆ ที่ร่างเพื่อให้พรรคที่สนับสนุน คสช.ชนะการเลือกตั้งอาจไม่ได้ผล เมื่อมวลชนอยู่ตรงข้ามกับ คสช.
ก่อนคดีนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร มีคดีแสดงรายการทรัพย์สินเป็นเท็จในทำนองเดียวกันที่เป็นข่าวใหญ่ 2 เรื่อง คือ คดียืมรถตู้ของ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม และคดีซุกหุ้นของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ทั้งสองเรื่อง ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้วส่งให้ศาลพิจารณา ผลออกมาก็เป็นที่ทราบกันดีว่า สุพจน์ ต่อสู้คดี ถูกจำคุก 10 เดือน ส่วน ชูวิทย์ รับสารภาพ ถูกจำคุก 1 เดือน
คดีของ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า พยานหลักฐานฟังได้ว่า นาฬิกาที่ปรากฏเป็นข่าวเก็บรักษาอยู่ในบ้านของ ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิการาคาแพงที่ปัฐวาทได้สะสมไว้ แม้ไม่ปรากฏเอกสารการซื้อขายว่า ปัฐวาทเป็นผู้ซื้อนาฬิกาดังกล่าว แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ที่ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เป็นการยึดถือเพื่อตน จึงต้องด้วยบทสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าวว่า ปัฐวาทเป็นเจ้าของนาฬิกาตามภาพข่าวจำนวน 21 เรือน และให้ พล.อ.ประวิตร ยืมใช้ในโอกาสต่างๆ ประกอบกับปัฐวาทให้เพื่อนคนอื่นยืมใช้นาฬิกาด้วย จึงรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยปกติของปัฐวาท ส่วนนาฬิกาอีก 1 เรือนที่ยังหาไม่พบนั้น จากการตรวจสอบยังไม่พบรายละเอียดของนาฬิกาเรือนดังกล่าว แต่เมื่อนาฬิกาเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย และปัฐวาทเสียชีวิตไปแล้ว และเมื่อรับฟังว่า พล.อ.ประวิตร ได้ยืมนาฬิกาของปัฐวาทมาใส่ออกงานต่างๆ จำนวน 21 เรือนข้างต้น จึงรับฟังได้ว่า พล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกาที่ยังตรวจสอบไม่พบมาใส่เช่นกัน และไม่ปรากฏหลักฐานว่า ปัฐวาทและบริษัท คอม-ลิงค์ฯ เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม จึงเห็นว่า คดีไม่มีมูล ให้ยุติการไต่สวน กรรมการเสียงข้างน้อยเห็นว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ ให้ตรวจสอบเพิ่มเติม
คดี สุพจน์ มี 2 ประเด็นคือ เงินที่ถูกปล้นไป 18 ล้านบาท กับรถตู้โฟล์คมูลค่า 3 ล้านบาท ซึ่งสุพจน์ต่อสู้ว่า เป็นรถที่ยืมมาให้ภรรยาใช้ เฉพาะประเด็นยืมรถศาลวินิจฉัยว่า ที่อ้างว่าเพื่อนให้ยืมเนื่องจากภรรยาไปช่วยงานที่บริษัทเพื่อน นั้น ศาลเห็นว่า ไปช่วยงานเพียง 2 เดือน และเป็นการช่วยงานเพียงครั้งคราว แต่กลับได้รถมูลค่าถึง 3 ล้านบาท ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้ยืมกับสุพจน์ก็ปรากฏว่า เป็นผู้ทำสัญญาทางธุรกิจกับกลุ่มคิง เพาเวอร์ระหว่างที่สุพจน์เป็นกรรมการการบินไทย เงินที่ซื้อรถก็ปรากฏว่า เพื่อนสุพนจ์ให้เงินภรรยาไปหลายครั้ง ทะเบียนรถเป็นเลขกลุ่มเดียวกับรถของลูก ศาลจึงเชื่อว่าเป็นรถยนต์ของสุพจน์เอง ไม่ใช่รถยืมจากเพื่อน
คดี ชูวิทย์ เหตุแห่งคดีคือ ไม่แสดงรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัตตาคารซินกี่ จำนวนเงิน 1.5 แสนบาท ชูวิทย์ชี้แจงว่า โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวให้แก่ ชุมสินจิระนคร และ สุเมธ เตชะผ่องพันธ์ไปแล้ว ก่อนถึงกำหนดยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่เมื่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.เรียก ชุมสิน และ สุเมธ มาสอบปากคำ ทั้งสองคนให้ถ้อยคำว่าเป็นเพียงพนักงานของสถานบริการไฮคลาส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งดำเนินกิจการโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดภัตตาคารซินกี่ พยานทั้งสองมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัตตาคารซินกี่ แทนชูวิทย์ เพื่อยื่นเรื่องขออนุญาตต่อใบอนุญาตสถานบริการดังกล่าวแทนชูวิทย์เท่านั้น ศาลจึงเห็นว่าชูวิทย์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง คดีนี้ ในชั้นพิจารณา ชูวิทย์รับสารภาพศาลลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดรับสารภาพกึ่งหนึ่งจึงเหลือ 1 เดือน
คดีนาฬิกาหรูยืมเพื่อนของบิ๊กป้อม เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับคดีสุพจน์และชูวิทย์ เรื่องเดียวกันคือประเด็นที่จะพิจารณาว่า ทรัพย์สินเป็นของใคร ส่วนคนละเรื่องคือ เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริง ซึ่งแม้จะคล้ายกันแต่ในทุกเรื่องจะไม่เหมือนกันทั้งหมด ในแต่ละคดีจะมีข้อเท็จจริงปลีกย่อยที่แตกต่างกัน การพิจารณาโดยยกข้อเท็จจริงทำให้ยากที่จะถือเป็นบรรทัดฐาน เพราะอ้างได้ว่า ข้อเท็จจริงแตกต่างกัน การนำเสนอข้อเท็จจริงของแต่ละคนก็แตกต่างกัน การใช้ดุลพินิจในการรับฟังจึงแตกต่างกันได้ ไม่เหมือนการตีความข้อกฎหมาย เมื่อตีความแล้วใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปได้
ปีเก่าปีนี้ยังคงมีแต่ปัญหาเก่าๆ ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงนอกจากไม่ได้ลดน้อยลงแล้ว ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย และรัฐบาล คสช.นอกจากไม่สามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้แล้ว ยังเพิกเฉยต่อการปราบปราม เพิกเฉยต่อธรรมาภิบาล ปกป้องผู้มีมลทินมัวหมอง
คดีนาฬิกาหรูนี้ไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่ยอมรับไม่ได้ แม้ต่างชาติเองก็เอาไปล้อเลียน ประเทศอินโดนีเซียที่การคอร์รัป ชั่นใกล้เคียงกับของเรา รองประธานาธิบดีของเขาก็ติดคุกจากนาฬิกาหรู
คนไทยอาจจะยังไม่ได้เลือกตั้ง หาก คสช.ยังหลงใหลในอำนาจอย่างนี้ คนไทยอาจได้พบกับกลียุคที่รุนแรงกว่ากีฬาสี







