
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (91)
สมเด็จฯ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเท้าความย้อนหลังให้ฟังต่อไปอีกว่า
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
สมเด็จฯ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเท้าความย้อนหลังให้ฟังต่อไปอีกว่า “ความจริงเรื่องปฏิวัตินี่นะ ในหลวงท่านทรงเดาไว้นานแล้วว่าจะมีปฏิวัติ แต่จะเดาจากอะไรยังไงไม่ทราบ อีกอย่าง ใครต่อใครหลายคนก็รู้ว่า ในหลวงจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่เหมือนกัน เพราะท่านได้ทรงร่างไว้แล้ว แต่ระหว่างที่ทรงหารือกับเจ้านายผู้ใหญ่ๆ น่ะ ก็มีการคัดค้านกันบ้าง ท่านก็เลยรับสั่งว่า ถึงให้ไปก็เหมือนกัน ยังไงก็ต้องมีปฏิวัติโดยอ้างว่าไม่พอใจ พวกเจ้านายผู้ใหญ่ได้กราบทูลขอให้ระวังพระองค์ เฉพาะอย่างยิ่งวันฉลองพระนคร ในหลวงท่านรับสั่งว่า วันนั้นน่ะไม่มีหรอกเพราะมีคนรู้กันมาก ถ้าจะระวังก็ต้องหลังจากวันงานผ่านไปเสียก่อน
เมื่อในหลวงจะเสด็จแปรพระราชฐานท่านรับสั่งว่า คนทางนี้น่ะระวังให้ดีนะ แต่พอในหลวงเสด็จฯ ยังไงก็ไม่ทราบเจ้าใหญ่นายโตก็ออกไปกันหมดเหมือนกัน คนที่มีกำลังตอนนั้นก็มี พระองค์อลงกต กรมหลวงสิงห์ฯ เพราะฉะนั้นในวันที่ทราบเรื่องจึงไม่ตกพระทัยเลย กลับบอกว่า ว่าแล้วไหมล่ะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราได้ข่าวอยู่เกือบตลอดเวลา เรารู้ว่ามีใครบ้าง ทางตำรวจเขาไปสืบมาแล้วก็กราบถวายบังคมทูลหมดว่าไปปรึกษาหารือกันที่ไหน อ้างสาเหตุว่าเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ
อย่างหลวงสินธุ์ฯ หลวงศุภฯ พระยาพหลฯ ก็เคยประชุมกันในเรือพระที่นั่งจักรีขณะที่ในหลวงเสด็จประพาสชวาด้วยซ้ำไปในหลวงก็ทรงทราบ ความจริงในหลวงท่านทรงมีสมบูรณาญาสิทธิราชย์พอที่จะทำได้ทุกอย่าง แต่ท่านก็ไม่ทำ กลับย้อนถามว่า มีอะไรเป็นหลักฐานไหม แต่ก็มีคนกราบบังคมทูลว่า หลักฐานไม่พอท่านก็ไม่รับสั่งอะไร แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ เมื่อรู้ข่าวเกี่ยวกับจะมีคนปฏิวัติก็ยังบอกว่า ยังไม่มีอะไรหรอกเพราะไม่เชื่อ ส่วนในหลวงน่ะรับสั่งว่า คอยดูไปเถอะแล้วก็ต้องมี แล้วก็มีขึ้นจริงๆ”
ส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงดำริจะพระราชทานนั้น สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า “พระยาศรีวิสารนั่นแหละรู้ดี เพราะเป็นคนติดต่อเอาคนอเมริกัน ดูเหมือนจะชื่อ สตีเวนสัน มาเป็นที่ปรึกษา หลวงประดิษฐฯ เองก็รู้ในหลวงทรงมีร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็จะมีการพระราชทานแน่ แต่ก็คงจะไม่ทันใจกัน เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นอยู่ที่ไหน ฉันไม่ทราบเลย ใครเก็บไว้หรือเปล่าไม่รู้”
ต่อข้อทูลถามถึงความคิดที่จะต่อต้านกับคณะปฏิวัตินั้น สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าต่อไปว่า “ในหลวงได้รับสั่งไว้แล้วว่าไม่ให้ยุ่ง ตอนนั้นเจ้านายถูกจับกันมาก ขืนรบกัน พวกที่ถูกจับอยู่แล้วก็ต้องตายก่อน นองเลือดกันเปล่าๆ ถ้าจะให้คนอื่นตายแล้ว หนีเอาตัวเองรอดท่านไม่เอา เมื่อกรมพระกำแพงฯ ขึ้นไปกราบบังคมทูลเหตุการณ์ในหลวงทรงรับสั่งว่า รบกันก็ไม่มีประโยชน์ มารู้เอาตอนที่กลับมาแล้วว่าพวกทหารมหาดเล็กทุกคนขังตัวเองหมด มีทหารปืนใหญ่ที่อยู่ในบังคับบัญชาของในหลวงก็ได้รับคำสั่งให้ไปประจำเสียที่เขาพระบาท ถึงแม้แต่พระองค์เจ้าบวรเดชในหลวงก็เคยรับสั่งห้ามว่า ไม่ให้ทำอะไรเป็นอันขาด ขึ้นชื่อว่าเจ้าล่ะก็ไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้น ถ้าทำจะยิ่งร้ายใหญ่ ถ้าเผื่อเป็นคนอื่นเขาจะปฏิวัติซ้อนมาชิงอำนาจถวาย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเจ้าทำไม่ได้ ในหลวงทรงเตือนเอาไว้เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้ทรงทราบอะไรจากพระองค์เจ้าบวรเดชอีกว่า จะคิดทำอะไรหรืออย่างไร แต่ผลที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้”
ในเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรขอให้พระราชทานแล้วพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีเหตุขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับการแต่งตั้งสมาชิกประเภทสอง “ในหลวงทรงรับสั่งว่า ขอให้ท่านเป็นคนตั้งให้เถอะ คือหมายความว่าจะทรงเลือกตัวบุคคลเอง เพื่อจะได้เป็นพี่เลี้ยงไปก่อนจนกว่าจะมีผู้แทนที่ทำงานได้จริงๆ จังๆ แล้วจึงจะปล่อยให้ทำกันไป แต่ทางฝ่ายรัฐบาลเขาก็ไม่ยอม เขาก็ตั้งของเขามา แต่ถึงอย่างไร เมื่อพระยามโนฯ เป็นนายกแล้วในหลวงก็ยังรับสั่งว่า พอมีหวังที่จะพยุงกันให้เรียบร้อยไปได้ แต่พอมาถึงตอนที่หลวงประดิษฐ์ฯ เขียนโครงการเศรษฐกิจขึ้นมานั่นน่ะ เราก็ค้านไป ในหลวงรับสั่งว่า ชักไม่ค่อยจะดีเสียแล้ว รู้สึกว่าจะมีเรื่องยุ่ง จนกระทั่งถึงปี 76 ท่านรับสั่งว่าหมดหวังที่จะช่วยให้เรียบร้อยเสียแล้ว”
ก่อนที่พระองค์เจ้าบวรเดชจะปฏิวัตินั้น ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้เสด็จแปรพระราชฐานประทับ ณ พระตำหนักไกลกังวลเช่นเคย และเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ในหลวงก็ยังคงประทับอยู่ที่วังไกลกังวล “วันหนึ่งขณะที่อยู่หัวหิน ท่านวิบูลย์ฯ (หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์) ซึ่งเป็นราชเลขานุการในพระองค์ได้เข้ามากราบบังคมทูลขอให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่บางปะอิน” สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงเล่าต่อ “ในหลวงทรงรับสั่งว่าไปทำไมกันบางปะอิน ไปให้บวรเดชจับหรือ ไม่ไป อยู่นี่แหละ แล้วก็เรียกหลวงศรสุรการให้ไปบอกว่า ไม่ยอมเข้ากับใครทั้งสองข้าง ไม่ว่าข้างไหน จะเป็นกลางอยู่เฉยๆ ต่อมาทรงทราบข่าวว่า หลวงพิบูลสงครามจะส่งรถไฟมาเชิญเสด็จกลับก็รับสั่งว่ายังไม่กลับ แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสงขลา”
“ตอนนั้นเรามีเรื่องยนต์พระนั่งอยู่ ขนาดเล็ก ตกลงออกเรือกันตอนกลางคืน มีทหารรักษาวังไปด้วย มีปืนกลไป ข้าราชบริพารตอนนั้นที่จำได้ก็มีอย่างท่านประสพศรี (ราชองครักษ์-ทบ.), ท่านครรชิต (ราชองครักษ์-ทร.) มีพ่อ มีแม่ฉัน แล้วก็น้องชายอีกคน มีท่านกมลีสาน ม.ร.ว.สมัครสมาน กฤดากร ทำการแทนราชเลขานุการในพระองค์) ร่วมไปในเรือด้วย ก่อนจะออกเดินทางก็ทรงคิดว่าจะเรียบร้อยหมดทุกอย่าง แต่คลื่นมันเหลือเกิน อาวุธตกน้ำกันเกือบหมด พอเรือไปได้หน่อยก็เห็นเรือยามฝั่งมา ก็ว่า เอ๊ะ เห็นจะไม่ได้การก็เตรียมตัวสู้กันละ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่พอเรือเข้ามาใกล้ เขาก็ให้สัญญาณว่า มาโดยความหวังดีจะมารับใช้ พอโผล่เข้ามาเป็นหลวงปฏิวัติฯ เข้าใจกันว่าพระยาวิชิตฯ ใช้ให้มา ในหลวงทรงรับสั่งว่า ขอบใจมาก กลับไปเถอะไม่ต้องมาหรอก ฉันจะไปเอง แล้วก็แล่นเรือกันต่อไป”
“นอกจากผู้คนที่เอาลงเรือมานั้น ยังมีเหลืออยู่ที่วังไกลกังวลอีกหลายคน ซึ่งมอบให้ท่านชิ้น (ม.จ.ศุภสวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์) เป็นหัวหน้าดูแล ก็ให้ตามไปโดยรถไฟ ทีนี้ตอนนั้นก็คิดกันว่าจะไปเอารถไฟที่ไหน เลยตกลงใจให้ เจ้ากาวิละวงศ์ (ข้าราชการกรมรถไฟ) ซึ่งอยู่วังด้วย เป็นคนไปที่เพชรบุรี เพราะใกล้ที่สุด เรียกว่าไปขโมยรถไฟมา แล้วมารู้ทีหลังว่า เขาก็ไปเอามาจนได้ มีกรมพระยานริศฯ กรมพระยาดำรงฯ อยู่ที่หัวหินขึ้นรถไฟไปด้วย”
“พวกที่อยู่ในเรือตกกลางคืนก็ไม่ได้นอนกันหรอก นั่งดูกันจนกระทั่งเกือบสว่าง เรือเกือบถึงชุมพรแล้ว เกิดน้ำมันในเรือหมด ก็ตัดสินใจเข้าฝั่ง อาหารก็ไม่มีด้วยเหมือนกัน ส่งคนขึ้นไป 3 คน ดูเหมือนจะเป็นท่านครรชิต, ม.ร.ว.สมัครสมาน ใครอีกคนจำไม่ได้ให้ไปหาพระราชญาติรักษา เป็นเจ้าเมืองชุมพรอยู่ ให้ไปขอน้ำมัน พวกที่ไปหาอาหารก็กลับมา มีอาหารมาปิ่นโตเดียว ก็แบ่งกันกินคนละเล็กละน้อย คอยจนกระทั่งพระราชญาติฯ เอาน้ำมันมาให้ก็จัดแจงเติมแล้วก็ออกเดินทางกันต่อไปอีก”
“เรือออกจากชุมพรไปได้สักครึ่งทางเห็นจะได้ เรืออิสต์เอเซียติค เป็นเรือขนสินค้าธรรมดานี่แหละ เราก็เลยหาทางเรียกให้เขาหยุด เพราะเรือของเราคงจะไปไม่ถึงสงขลาแน่ ขอให้ทางเรือเขาช่วยรับพวกเราไปส่งสงขลาก็เป็นอันตกลงกัน เรืออิสต์เอเซียติคพาไปจนรู้สึกใกล้สงขลา ดูเหมือนจะเป็นตอนเช้า ก็เห็นเรือรบ 2-3 ลำตามมา กัปตันเรือเขาก็ถามว่าจะให้แล่นเลยไปส่งสิงคโปร์ไหม เราก็บอกว่าไม่ต้อง ทางเรือรบเขาก็ให้สัญญาณมาว่า จะมาอารักขาพระองค์ไม่ได้มาทำอันตรายหรอก ในหลวงท่านรับสั่งว่า ก็ดี แต่จะไปเอง”
ดังนั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงสงขลาแล้ว ก็ประทับที่ตำหนักเขาน้อย ส่วนกลุ่มที่มาทางรถไฟนั้น สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า “ก่อนที่รถไฟจะแล่นถึงประจวบนั้น มีการสั่งให้ระเบิดสะพานรถไฟเสีย แต่บังเอิญคนที่รับคำสั่งไม่ยอมทำตาม ต่อเมื่อรถไฟแล่นผ่านไปแล้วจึงได้ระเบิด ทุกคนก็รอดมาได้”
สำหรับความรู้สึกส่วนพระองค์นั้น สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า “ฉันไม่คิด ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน”
ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่ตำหนักเขาน้อย สงขลา นั้น “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็เล่นเทนนิสกัน” สมเด็จฯ ทรงเล่าต่อ “ตอนนั้นหลวงประกอบนิติสาร เป็นผู้พิพากษาอยู่ที่นั่นก็มาเล่นด้วย พอมาตอนหลังได้ข่าวว่า ถูกจับติดคุก หลวงประกอบน่ะมาเล่นอยู่ด้วยหนเดียวเท่านั้นแท้ๆ หม่อมทวีวงศ์ฯ มาเล่นอยู่ด้วยอีกคน แต่ไม่ถูกจับ”
ระยะเวลาที่ประทับตำหนักเขาน้อย สงขลา นั้น เป็นเวลาประมาณเกือบสองเดือนจึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร ทรงเล่าต่อว่า “ก่อนออกเดินทาง ในหลวงท่านส่งพ่อฉันให้ไปอยู่ที่ปีนังเสีย เพราะรู้มาว่าทางรัฐบาลเขาอยากได้ตัวเต็มทีเหมือนกัน ตอนกลับเราก็กลับทางเรือก็เรือลำเก่าของอิสต์เอเซียติคนั่นแหละ กลับพระนครคราวนี้ก็มาประทับที่สวนจิตรลดา ระยะนี้รู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก และก็ดูเหมือนว่าจะมีอะไรรุนแรงมากขึ้นทุกทีระหว่างในหลวงกับคณะรัฐบาล รถถังก็วิ่งกันเกลื่อน จะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดานี้ สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์คืนวันหนึ่งให้ฟังว่า “คืนนั้น ในหลวง, ฉัน แล้วก็ ม.ร.ว.สมัครสมาน ขึ้นไปอยู่บนชั้น 3 ด้วยกัน ท่านรับสั่งว่า ถ้าจะมีเรื่องเกิดขึ้น ท่านก็จะยิงพระองค์เอง แล้วให้สมัครเป็นคนยิงฉัน ส่วนสมัครจะทำอะไรกับตัวเองหรือไม่ก็ช่าง แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ร้ายแรงจนถึงกับจะทรงทำอย่างที่รับสั่งไว้” และตลอดเวลาที่ประทับอยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้เวลาให้หมดไปด้วยการทรงพระอักษรบ้าง อ่านหนังสือบ้าง
และในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินยังประเทศอังกฤษ
“ถ้าจะพูดกันแล้ว ในตอนนั้น ทางรัฐบาลเขาก็ไม่อยากให้ไปเหมือนกัน แต่ท่านไม่สบายจริงๆ หมอบอกว่าพระเนตรอีกข้างจะบอดอยู่แล้ว ให้เสด็จไปรักษาเสีย ก็เลยตัดสินพระทัยไป” (ประทับ ณ Knowle Cranleigh, Surrey)
ในการเสด็จพระราชดำเนินยังประเทศอังกฤษครั้งนั้น สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เหมือนกัน โดยเท้าความเข้าใจแต่ต้นว่า เมื่อครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชานั้น มีเงินที่เป็นส่วนพระองค์ที่ได้รับพระราชทานเป็นประจำอยู่ ซึ่งเป็นเงินทุนส่วนของวังศุโขทัย แต่เมื่อขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เงินส่วนที่ว่านี้ก็ยังคงมีอยู่ แต่ไม่ค่อยได้เอามาใช้ คงสะสมเอาไว้ คงใช้เงินส่วนที่เป็นของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
“ก่อนที่จะเสด็จไปอังกฤษ ในหลวงจึงทำหนังสือมอบให้ว่า ให้เอาเงินที่สะสมไว้นั้นมาทดแทนกับจำนวนที่จะทรงเบิกเงินแผ่นดินที่มีอยู่ในเมืองนอกเป็นการชดเชยกัน เงินที่อยู่เมืองนอกนั้นเป็นเงินกองกลางสำหรับพระเจ้าแผ่นดินทุกองค์จะเบิกมาใช้ได้ ที่ในหลวงต้องทรงทำเช่นนั้นก็เพราะไม่ทราบว่าจะต้องประทับอยู่นานเท่าใด เงินที่จะเอาติดตัวไปก็น้อย และเมื่อไปแล้วจะให้ส่งไปก็ส่งไม่ได้ เงินเมืองนอกที่ว่านี้มีมาแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นเงินส่วนของวังศุโขทัยที่ว่านี้ก็เป็นเงินที่ใช้ทดแทนกันนั่นเอง แต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องถึงฟ้องร้องในเวลาต่อมา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นแล้วเอกสารของในหลวงที่ทรงไว้เกี่ยวกับการทดแทนกันก็หากันไม่พบ ไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหน”
จากกรณีดังกล่าวนี้ ที่ทำให้มีปัญหาถึงการฟ้องร้องกัน “เรื่องมันมีอยู่ว่า พ่อฉันเป็นหนี้ทางบริษัท ศรีมหาราชาอยู่สองแสนบาท” สมเด็จฯ ทรงทบทวนเหตุการณ์ให้ฟัง “ที่นี้ตอนนั้นพระราชวังไกลกังวลในหลวงพระราชทานให้ฉัน ข้าวของทุกชิ้นที่นั่นทรงให้จารึกอักษรย่อว่า ร.พ.ทั้งนั้น ทางฝ่ายฟ้องเขาก็จะขอให้เอาพระราชวังไกลกังวลมาใช้หนี้ ในหลวงท่านก็รับสั่งว่า พระราชวังนั้นราคามากกว่าสองแสน แต่ถ้าจะเอาก็ขอให้ตีราคามา และเมื่อหักหนี้สินกันแล้ว ส่วนที่เหลือก็ขอให้ส่งไปให้ แต่เขาก็ไม่ตอบให้รู้ว่าจะเอายังไง ทีนี้เขาก็ฟ้องอีกหาว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเอาเงินของแผ่นดินที่เมืองนอกไปใช้ ซึ่งความจริงก็เป็นอย่างที่เล่าให้ฟังแล้วว่า เป็นเงินส่วนของพระเจ้าแผ่นดินและในหลวงก็ทรงทำหนังสือนี้มันหายไป ระหว่างนี้ก็ได้ทราบว่าได้มีการส่งคนไปยึดวังไกลกังวลกันเฉยๆ ในหลวงท่านรับสั่งว่าจะขอเข้ามาสู้คดี ทางนี้เขาก็ไม่ยอม ขอมาอยู่แค่อินเดียเพื่อจะได้ติดต่อได้ง่าย ก็ไม่ยอมอีก ก็เลยติดต่อกันทางหนังสือ ทนายฝ่ายเราน่ะเป็นบริษัทฝรั่ง ไม่มีคนไทยเขายอมรับเป็นทนายให้เพราะเขาไม่กล้ากัน แต่ผลที่สุดเราก็แพ้เขาไป คดีแค่ศาลเดียวเท่านั้น เขาตีราคาวัง 3 ล้าน รวมกับที่ดินแล้วก็เป็น 6 ล้านด้วยกัน”







