
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ หนึ่งในผู้วางรากฐานจิตรกรรมสมัยใหม่ของไทย
ขาวนางเงือกทอง (Golden Mermaid)
โดย พริบพันดาว
ขาวนางเงือกทอง (Golden Mermaid) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของแหลมสมิหลา จ.สงขลา ถูกวางระเบิดจนมีความเสียหายบริเวณส่วนหางขาดไป
นางเงือกทองสร้างขึ้นตามความคิดริเริ่มของ ชาญ กาญจนาคพันธุ์ ปลัดจังหวัดสงขลา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครสงขลาในสมัยนั้น โดยถูกสร้างขึ้นตามนิยายปรัมปราของไทยโบราณ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์ุ)
น้อยคนที่จะทราบถึงเบื้องหลังว่าศิลปินท่านใดเป็นผู้ออกแบบ ปั้น และหล่อประติมากรรมนางเงือกทอง ที่สร้างขึ้นในปี 2509 ในท่านั่งหวีผม ซึ่งได้หล่อขึ้นด้วยบรอนซ์รมดำ
เมื่อมาเปิดปูมประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย พบว่าเป็นฝีมือการออกแบบ ปั้น และหล่อ โดย อาจารย์จิตร บัวบุศย์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่างในขณะนั้น ด้วยงบประมาณราคา 6 หมื่นบาท ซึ่งทุกๆ วันที่ 1 เม.ย. ถือเป็นวันเกิดของนางเงือกทองอีกด้วย
เมื่อมาดูในประวัติศิลปินแห่งชาติ ปี 2545 ศ.พิเศษ ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ สาขาทัศนศิลป์ (วิจิตรศิลป์) สาขาย่อยจิตรกรรม สำเร็จวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม ปริญญาเทียบเท่ามหาบัณฑิตเกียรตินิยม Hon. Post Graduate Course of oil painting และ Hon. Post Graduate Course of Sculpture ที่สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งโตเกียว
ถือเป็นศิลปินที่มีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานจิตรกรรมสมัยใหม่ในยุคแรกของไทยที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะและวิชาการตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 70 ปี โดยเฉพาะงานด้านจิตรกรรม นับเป็นจิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยผู้หนึ่งที่มีความชำนาญ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกประทับใจได้อย่างนุ่มนวล งดงามในเรื่องการใช้สีที่ประสานกลมกลืน สร้างบรรยากาศแสงเงาที่ร่มรื่น สดใส ไม่ว่าจะเป็น การพลิ้วไหวของแสง อากาศ น้ำ ต้นไม้ใบหญ้า มีผลงานแสดงเดี่ยวและกลุ่มหลายครั้งตั้งแต่ปี 2474 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ประกิต ยังมีผลงานด้านประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ตลอดจนการศึกษา วิจัยที่มีผลงานค้นคว้าวิจัยเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศกว่า 12 เรื่อง ด้วยการนำวิชาความรู้ด้านจิตรกรรมลายเส้นที่ย่อส่วนจากของจริงมาใช้ประโยชน์ ในการศึกษาวิจัยงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม บูรณาการประสานประโยชน์ในแต่ละสาขาวิชาได้เป็นอย่างดี จนได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตสาขาศิลปกรรมและเป็นศาสตราจารย์พิเศษ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
รวมทั้งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมสาขาทัศนศิลป์ เมื่อปี 2537 นับเป็นผู้สร้างสรรค์ สืบสาน พัฒนา อนุรักษ์ และเผยแพร่ที่มีค่ายิ่ง จนได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2545
งานชิ้นสำคัญของประเทศไทยของ ศ.พิเศษ ประกิต เมื่อครั้งกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้นมีโครงการสร้างปูชนียวัตถุทางศาสนา ได้เชิญให้ไปช่วยออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สร้าง 4 ทิศของประเทศ ได้แก่ ปี 2508 พระมงคลมิ่งเมือง จ.อำนาจเจริญ (ตอนนั้นยังอยู่ใน จ.อุบลราชธานี) ปี 2509 พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล จ.นราธิวาส ปี 2510 พระมงคลนิมิต จ.ชลบุรี และปี 2516 พระชัยภูมิพิทักษ์ จ.ชัยภูมิ
นอกจากนั้นยังมีประติมากรรมชิ้นเด่น คือ “พานรัฐธรรมนูญ” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและปั้นหล่อเมื่อครั้งฉลองรัฐธรรมนูญ ปี 2475 พานรัฐธรรมนูญนี้มีขนาด 3 เมตร และน้ำหนัก 3 ตันครึ่ง ซึ่งใช้เวลาในการทำงานเกือบ 3 เดือน เพื่อให้ทันงานเฉลิมฉลอง
ความโดดเด่นอีกทางของ ศ.พิเศษ ประกิต คือกลวิธีระบายสีด้วยเกรียงที่ปาดอย่างชำนาญ อิสระ ฉับพลัน เปี่ยมไปด้วยพลังความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกในขณะนั้น ผสานกับกลวิธีระบายสีที่หลากหลาย ภาพจิตรกรรม “ดอกไม้แดง” ผลงานชิ้นสุดท้ายที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อท่านอายุ 99 ปี เพื่อมอบให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กรมส่งเสริมวัฒนธรรมในปัจจุบัน) สำหรับนำไปจัดแสดงถาวรภายในห้องนิทรรศการศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ณ หออัครศิลปิน จ.ปทุมธานี
ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์หัวข้อ “จิตรกรรมสีน้ำมันภาพทิวทัศน์ : กรณีศึกษาจิตรกรรมสีน้ำมันภาพทิวทัศน์ ของ ประกิต (จิตร) บัวบุศย์” ของ วรพรรณ ภูวิจารย์ เมื่อปี 2543 ที่มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นของกระบวนแบบและเนื้อหาของภาพและกลวิธีศิลปะ ศึกษาจากภาพผลงานจิตรกรรมจำนวน 20 ภาพ
ผลการศึกษาพบว่ามีรูปแบบของสัจนิยมลักษณะการเผชิญหน้า ธรรมชาติที่มองเห็นตรงไปตรงมา แสดงเนื้อหาภาพภูมิทัศน์และธรรมชาติแวดล้อม เน้นมิติ บรรยากาศ ช่วงเวลา ฤดู สภาพการสะท้อนแสงสเปกตรัม เป็นเนื้อหาของภาพ
ประเด็นโครงสร้างของภาพ สร้างระยะให้เกิดขึ้นในภาพ เป็นมิติลวงตาให้รับรู้ในเชิงความรู้สึกด้วยการผสมผสานวิธีต่างๆ คือวิธีทัศนียภาพบรรยากาศ วิธีทัศนียภาพเชิงเส้น วิธีบังซ้อนรูปทรง วิธีทัศนียภาพสีผสมผสานกัน การเคลื่อนไหวและทิศทาง พบว่าที่สิ่งบ่งชี้ให้รับรู้ว่าเคลื่อนไหวสองลักษณะ คือ ลักษณะที่สามารถมองเห็นได้แก่สายน้ำในลำธาร แม่น้ำ ถนน สะพาน ทางเดิน และคน ลักษณะเป็นความไหวรู้สึก ที่เกิดจากกลวิธีทางศิลปะแสดงออกในรูปของ คลื่นแสงเมื่อกระทบวัตถุ เป็นความสั่นไหว
ประเด็นความสมดุลจะพบว่าเป็นความสมดุลที่ต่างกัน เกิดจากสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าความสมดุลที่เกิดจากน้ำหนักเท่ากัน
ประเด็นกลวิธี ศิลปะ มีการใช้สีระบายในหลักการใช้สีเพื่อให้ประสานกลมกลืนกัน และการใช้สีในหลักการ ใช้สีเพื่อให้สีแต่ละสีประสานส่งเสริมซึ่งกันและกัน การใช้สีทั้งสองหลักการจะใช้ร่วมกัน ในลักษณะของกลุ่มสีที่มีลักษณะเด่นและลักษณะด้อย เพื่อให้สีได้แสดงคุณภาพทางการมองเห็น และคุณภาพทางการรับรู้ในเชิงความรู้สึก
ประเด็นกลวิธีระบายสี ได้ใช้กลวิธีระบายสีมากกว่าสองวิธี เพื่อให้ได้ค่าความแตกต่างของผิวสัมผัสในเชิงการมองเห็น ทำให้เกิดคุณภาพในความรู้สึกรับรู้ทางการมองเห็นโดยตรง ดึงดูดความสนใจได้รวดเร็วขึ้น และให้ความไหวรู้สึกในความสั่นไหว แยกเป็นกลวิธีดังนี้ กลวิธีระบายลีลา รอยเกรียง กลวิธีระบายขูดพื้นภาพ กลวิธีระบายทับกัน กลวิธีระบายหนานูน กลวิธีระบาย ของนุ่ม กลวิธีระบายเกลี่ยเรียบ กลวิธีระบายผสมขูดขีด ทั้งหมดจะระบายสีให้เสร็จทันที
การยังคงเขียนรูปได้แม้ในวัยที่ล่วงเลยและสังขารเริ่มเปลี่ยนไป มือที่สั่นไหวไปตามวัย แต่กลับทำให้การเขียนรูปในแนวอิมเพรสชั่นนิมส์ (Impressionism) และเอ็กเพรสชั่นนิสม์ (Expressionism) มีพลังได้อย่างไม่สั่นคลอน ทั้งนี้เป็นเพราะพลังอันถูกขับเคลื่อนออกมาจากภายในตัว และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ได้ผลงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและดูมีอารมณ์ไหวพลิ้ว ศ.พิเศษ ประกิต สามารถสร้างสรรค์เขียนรูปจนถึงวันวางวายจากโลกนี้ไป







