
กองทุนONE+1โชว์ผลตอบแทน47%
กองทุนเปิดวรรณพลัสวรรณ (ONE+1) เปิดผลงาน 10 เดือนแรกผลตอบแทน 47.13% ชนะดัชนีตลาดหุ้นถึง 12% มองหุ้นช่วงนี้พักฐานแค่ช่วงสั้น
กองทุนเปิดวรรณพลัสวรรณ (ONE+1) เปิดผลงาน 10 เดือนแรกผลตอบแทน 47.13% ชนะดัชนีตลาดหุ้นถึง 12% มองหุ้นช่วงนี้พักฐานแค่ช่วงสั้น
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ กล่าวว่า กองทุนเปิดวรรณพลัสวรรณ (ONE+1) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุนของบลจ.วรรณ ทำผลงานได้ดีเยี่ยม โดยเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนถึง 47.13% เทียบกับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งให้ผลตอบแทน 35.60% และเทียบกับดัชนี SET 50 ที่ให้ผลตอบแทนที่ 32.20% ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลงานของกองทุน ONE+1 ให้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ถึง 12% และ มากกว่า SET 50 ประมาณ 15% ข้อมูลอ้างอิงจากข้อมูล NAV ณ วันที่ 26 ต.ค.2553
ผลงานที่ดีขึ้นเป็นผลจากสภาวะการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อีกทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีและเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดเอเชียรวมถึงตลาดไทย ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันโดยต่างชาติมียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 57,612 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่เงินทุนไหลเข้าที่ไหลเข้าประเทศเพื่อนบ้านนั้น ไหลเข้ามากกว่า 1 เท่าตัวในช่วงเดียวกัน ดังนั้นจึงมองว่ายังมีช่องให้เงินต่างชาติสามารถไหลเข้ามาได้อีก
นายมนรัฐ กล่าวว่า แม้ว่าตลาดจะพักฐานในระยะสั้น แต่เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะพักฐานในช่วงระยะเวลาไม่นานและมองว่าตลาดสามารถเลี้ยงตัวอยู่ในช่วง 950-1000 จุด โดยในระยะกลางยังมองว่าสามารถทะลุ 1,000 จุดได้โดยปัจจัยสนับสนุนหลักน่าจะมาจากการที่ในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะมีเงินไหลเข้ามาใน ตลาดประมาณ 17,000 ล้านบาทจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ตามสถิติปีที่ผ่านมาและเงินจากนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ช่วงต้นปีจนถึงช่วงสิ้นไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา หุ้นตัวเล็กและตัวกลางได้ปรับตัวขึ้นอย่างมากโดยเป็นหุ้นที่นำ SET ขึ้นมาจาก 700 จุดเป็น 900 จุด โดยหากมองไปข้างหน้าถึงช่วงปลายปีแล้วนั้นผลจากการที่คดีมาบตาพุดได้คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น, ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากกลางปี และหุ้นขนาดใหญ่และกลางที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐน่าจะเป็นตัวนำให้ตลาดฯ สามารถทะลุผ่าน 1000 จุดไปได้ โดยทั้งนี้หากมองตลาดหุ้นของไทยในระดับ 1000 จุดนั้น ยังมีค่ะพีอีอยู่ที่ 13-14 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของพีอีในอดีต 10 ปีย้อนหลัง โดยยังถือว่าค่าพีอีในระดับนี้ยังต่ำว่าภูมิภาคซึ่งอยู่ในระดับ 14-15 เท่า







