‘ใบไม้กำมือเดียว’
ในคัมภีร์พุทธ กล่าวว่า พุทธะได้หยิบใบประดู่ลาย
โดย ราช รามัญ
ในคัมภีร์พุทธ กล่าวว่า พุทธะได้หยิบใบประดู่ลาย แล้วถามภิกษุสาวกว่า ใบไม้ทั้งป่ากับใบไม้ในมือของพระองค์ ที่ไหนมากกว่ากัน แน่นอน ถ้าภิกษุบอกว่าใบไม้ในมือมากกว่าใบไม้ทั้งป่าก็คงแปลกๆ อยู่ ก็ต้องตอบว่าใบไม้ทั้งป่ามากกว่า
“ความรู้ตถาคตมีมากมายเหมือนใบไม้ทั้งป่า แต่หยิบเอามาสอนเพียงกำมือเดียว”
ตรงนี้คัมภีร์พุทธเถรวาทเชื่อกันว่า พระองค์ทรงรู้อะไรมากมายแต่หยิบเอามาสอนแค่เพียงเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น ถ้าลองเปิดใจกว้างๆ มองอีกมุมหนึ่งว่า
เป็นไปได้ไหม ความรู้มากมายที่พระองค์ทรงรู้...แท้จริงความรู้เหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการดับทุกข์อะไรเลย แต่เป็นเรื่องความรู้อย่างอื่นอาจจะเกี่ยวกับการใช้ฤทธิ์ทางใจเรื่องเกี่ยวกับความรู้เรื่องภพชาติ เรื่องกรรม เรื่องจักรวาล หรืออื่นๆ มากมาย
แต่ที่หยิบเอามาสอนเพียงแค่กำมือเดียวนั้นเป็นเรื่องของการดับทุกข์อย่างแท้จริง เรื่องราวแบบนี้ผมเคยมีโอกาสสนทนากับนักบวชทิเบตที่ได้รับการรับรองว่าเป็นริมโปเช ว่าในทางวัชรยาน มีความคิดเห็นอย่างใดในเรื่องลักษณะนี้
“สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ เรื่องฟ้าสวรรค์ เรื่องกำเนิดโลก เรื่องกำเนิดมนุษย์ เรื่องกรรม ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มันเป็นเหมือนทางผ่านของผู้ที่จะเป็นตถาคตต้องรู้ แล้วตถาคตหลายๆ พระองค์ก็ต้องรู้แบบนี้เหมือนกัน วันข้างหน้า แม้พระศรีอริยะท่านมาก็ต้องรู้แบบนี้เหมือนกัน
ถ้าไม่รู้จักหิมาลัยจะรู้จักทิเบต ภูฏาน เนปาล สิขิม และอินเดีย ได้อย่างไร ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรทั้งสิ้นที่ตถาคตต้องรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย เพราะถ้าไม่รู้จะเป็นตถาคตอย่างสมบูรณ์ได้ย่างไร”
เป็นคำตอบที่บอกได้เลยว่า อิ่ม!
ในความอิ่มนี้...มีอะไรที่เป็นปรัชญาสอนเราอย่างมาก อย่างน้อยๆ ก็สอนวิธีคิด พุทธแบบวัชรยานเป็นพุทธที่ทำให้ชาวตะวันตกเข้าถึงได้ง่ายกว่าพุทธแบบเถรวาท ในคราวนั้นคุยเรื่องใบไม้กำมือเดียวไปสักระยะหนึ่งท่านก็ถามกลับมาว่า
“นักบวชต้องมีความเมตตาใช่ไหม ตอบหน่อยได้ไหมว่า ทำไมนักบวชพุทธบางแห่งยังบริโภคเนื้อสัตว์ ทั้งที่ศีลข้อแรกก็ให้เว้นซึ่งชีวิตสัตว์ อย่าบอกว่าเพราะเขาเอามาถวายนะ อย่าบอกว่าเพราะเป็นเนื้อที่ไม่ได้เจาะจง ไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็น ไม่ได้รังเกียจนะ”
จากคำพูดที่กึ่งคำถามแบบนี้ ฟังแล้วก็ทราบทันทีว่า ริมโปเช รูปนี้มีความรู้เถรวาทไม่น้อยเลยทีเดียว ผมนั่งนิ่งระยะหนึ่งและก็แอบคิดในใจคราวๆ ว่าคำถามที่ถามในเชิงกะเทาะปัญญาแบบนี้น่าตอบมาก ผมเลยตอบท่านไปว่า
“ใบไม้ยังมีหลากหลายพรรณ มีหลายหลากขนาด และยังมีใบไม้อีกหลายใบนักที่เราอาจไม่เคยเห็น ที่เราอาจไม่เคยรู้จัก เพราะเราไม่ใช่ตถาคต ท่านเองทำไม...กำใบไม้ใบเดิมๆ เอาไว้ในมือแล้วเที่ยวถามหาใบไม้ใบใหม่ที่แปลกกว่าเดิม โดยเอาใบไม้ในกำมือท่านนั้นไปเปรียบเทียบกับใบอื่นๆ อยู่อย่างนั้น”
ท่านอมยิ้ม...แล้วก็พูดขึ้นว่า...
“ความจริงใบไม้จะต่างกัน มันก็คือใบไม้เหมือนกันเนอะ”
ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมนั้น ไม่ได้แตกต่างอะไร เพียงแต่เราอย่าเอาความรู้ของเราที่มีไปเทียบเคียงในเชิงตัดสินกับความรู้แบบอื่นชนิดอื่น ก็จะทำให้เรามีความสุขในการดำรงอยู่ในโลกนี้ได้แล้ว
หลายคนอยากมีชีวิตที่ดีและมีความสุข แต่ยังเที่ยวเอาความรู้ที่ตนเองมีอยู่ไปตัดสินผู้อื่น เอาความรู้ที่ตนเองมีอยู่ไปบอกต่อว่าของผู้อื่นอาจจะไม่ใช่
ใบไม้ก็คือใบไม้ ต้นน้ำก็คือต้นน้ำ ภูเขาก็คือภูเขา แต่ความคิดของเราต่างหากที่จะมองเห็นว่า ต้นไม้ของเราและของเขานั้นแตกต่างกัน แล้วจะนับประสาอะไรกับใบไม้ในกำมือ ที่เราพยายามไปเทียบเคียงระหว่างความต่างของคัมภีร์พุทธที่สอน ใจปัจจุบันนั้นสำคัญกว่าเรื่องอื่นเสมอนี่คือ สิ่งที่สรุปและซ่อนไว้ในใบไม้ทุกใบ


