posttoday
สวทช.แย้มกลยุทธ์ 6-6-10 ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเติบโตอย่างมั่นคง

สวทช.แย้มกลยุทธ์ 6-6-10 ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเติบโตอย่างมั่นคง

16 ธันวาคม 2561

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

โดย วัชราภรณ์ สนทนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงสรุปผลงาน สวทช. ปี 2561 ที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานวิจัยปี 2562 ภายใต้แนวคิด “NSTDA Beyond Limits : 6-6-10” ติดปีกอุตสาหกรรม นวัตกรรมไทยสู่สากล

วิจัยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม 4.5 หมื่นล้านบาท

สวทช.แย้มกลยุทธ์ 6-6-10 ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเติบโตอย่างมั่นคง

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ได้มุ่งมั่นพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศตามเป้าหมาย “ประเทศไทย 4.0” โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ ด้านงานวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช.มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 546 เรื่อง มากกว่า 1 ใน 4 ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติชั้นนำของโลก และถูกนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้มีการยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญามากถึง 383 รายการ สำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช. ถ่ายทอดผลงาน 261 โครงการ ให้กับหน่วยงานต่างๆ รวม 335 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของภาคการผลิตและบริการมูลค่าเกือบ 1.4 หมื่นล้านบาท

“นอกจากนี้ยังมีการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ภาคธุรกิจและประชาชนในทุกมิติ โดยในปี 2561 ได้ส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูดจับสารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารสัตว์จากเอนไซม์โปรติเอส (Enzyme Protease) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ สร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า 6,000 ล้านบาท ผลงานวิจัย eLysozymeTM สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ถูกพัฒนาเป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหาร และสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหารสัตว์ ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ บริษัท ดีเอ็มเอฟ(ประเทศไทย) และบริษัท โอโว่ ฟู้ดเทค เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ผลงานวิจัยข้อเข่าเทียม ที่มีขนาดรูปทรง และการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้ร่วมมือกับ The New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) และบริษัท Teijin Nakashima Medicalประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ใช้จริงในเชิงคลินิกในประเทศญี่ปุ่นมีการผ่าตัดในผู้ป่วยแล้วมากกว่า 200 ราย

ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (Thai Telecommunication Relay Service : TTRS) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมมือกับมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ พัฒนา ระบบบริการถ่ายทอดการสื่อสาร สำหรับคนพิการทางการได้ยิน และคนพิการทางการพูด รวมถึง ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC หน่วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองผลิตภัณฑ์ครบวงจร ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่แพ็กขนาดกำลังไฟฟ้า 600 กิโลวัตต์ ตามมาตรฐาน UN ECE R100 และมาตรฐานสากลอื่นๆ ซึ่งบริษัท เดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เบนซ์ ร่วมกับบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ ลูกค้ารายแรกของ PTEC โดย บริษัท เดมเลอร์ กำลังลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย และจะส่งแบตเตอรี่มาทดสอบที่ สวทช. ถือเป็นโรงงานแบตเตอรี่แห่งแรกในอาเซียนและเป็นแห่งที่ 4 ของโลกก้าวแรกของประเทศไทยในการเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดกลยุทธ์วิจัย 6-6-10 ติดปีกอุตสาหกรรมไทยสู่เวทีโลก

สวทช.แย้มกลยุทธ์ 6-6-10 ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเติบโตอย่างมั่นคง

ดร.ณรงค์ ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของ สวทช. ในปี 2562 ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits : 6-6-10 ว่า รหัส 6-6-10 นั้น เลข 6 ตัวแรก คือ 5 Research Pillars หรือ 5 เสาหลักงานวิจัย ที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. ประกอบด้วย Bioscience and Biotechnology, Nanoscience and Nanotechnology, Electronics and Information Technology, Material and Manufacturing Technology และ Energy Technology รวมกับ Agenda–based หรือกลุ่มเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการประเทศในปัจจุบัน ขณะที่เลข 6 ตัวต่อไป คือ 6 Frontier Research หรือ 6 สาขาวิจัยชั้นแนวหน้า เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศ ได้แก่ Quantum Computing, Exoskeleton, Nano Robotic, Terahertz, DNA Data Storage และ Artificial Photosynthesis ส่วนตัวเลข 10 คือ กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย เรียกว่า Technology Development Groups หรือ TDGs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบจับต้องได้ ประกอบด้วย (1) สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ หรือ Biochemicals ต่างๆ เช่น สารประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรม (2) สารสกัดที่จะนำมาใช้ทำเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มสมุนไพร(3) ยาแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ (4) การทำวิจัยการแพทย์แบบแม่นยำ (Precision Medicine) ที่จะนำไปสู่การตั้งคลังข้อมูลพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีนาโนในการตรวจและรักษา รวมไปถึงการรักษาโรคแบบจำเพาะบุคคล (5) งานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบดิจิทัล (Digital) ที่ใช้กับอุปกรณ์ช่วยการผ่าตัด หรือชิ้นส่วนทดแทนอวัยวะต่างๆ (6) Food & Feed เป็นกลุ่มที่ศึกษา Functional Ingredients ในอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมไปถึง Smart Packaging แบบต่างๆ ที่จะทำให้อาหารสดอยู่ได้นาน เป็นต้น (7) เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เน้นการใช้ข้อมูลการเจริญเติบโตของพืชต่างๆ โดยเฉพาะสมุนไพรในการควบคุมการปลูกแบบเบ็ดเสร็จในระบบปิด (8) Mobility & Logistics การศึกษาระบบโครงสร้าง การขับเคลื่อนมอเตอร์ การชาร์จไฟ ระบบควบคุมและให้สัญญาณ รวมถึงต้นแบบชิ้นส่วนรถไฟฟ้ารางเบา (9) พลังงาน ทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่แบบแพ็กที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงวัสดุกับระบบพลังงานทางเลือกแบบต่างๆ เช่น ไบโอดีเซล เป็นต้น และสุดท้าย (10) Dual-use Defense เช่น การพัฒนาเครื่อง Jammer สำหรับโดรนและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือสารเสพติดต่างๆ เป็นต้น

@ เดินหน้า 5 เสาหลักวิจัย ผสานกลุ่มเทคโนโลยีตอบโจทย์ประเทศ

สวทช.แย้มกลยุทธ์ 6-6-10 ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเติบโตอย่างมั่นคง

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวถึงการดำเนินงานในเสาหลักวิจัย Material and Manufacturing Technology และ Energy Technology ว่า มุ่งใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากวัสดุชีวภาพ เช่น ยางพารา การแปรขึ้นรูปวัสดุด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ระบบการผลิตอัตโนมัติ การออกแบบวิศวกรรมขั้นสูง สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์และวิศวกรรม การสร้างนวัตกรรมสำหรับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ด้วยนวัตกรรมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบและลดการปนเปื้อนจากสารเคมีอันตรายในวัสดุและผลิตภัณฑ์ สำหรับอาคารที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอดีเซลตามมาตรฐานคุณภาพสากล การพัฒนาแบบเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาวัสดุและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) กล่าวว่า การดำเนินงานในเสาหลักวิจัยด้านElectronic and Information Technology จะใช้ความเชี่ยวชาญของเนคเทคทางด้าน Cyber Physical Systems (CPS) ซึ่งประกอบด้วย เซ็นเซอร์รับข้อมูล ระบบและเครือข่ายเพื่อเชื่อมต่อข้อมูล และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทั้งสามส่วนจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคตมากมาย อาทิ การจัดการเมือง การเกษตรแม่นยำ การศึกษาสมัยใหม่ และอุตสาหกรรม 4.0 เป็นต้น ที่สำคัญยังมุ่งขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจด้วย Big Data ซึ่งเนคเทคเดินหน้าวิจัยและพัฒนาระบบเตรียมสำหรับตอบยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยยกตัวอย่างการชี้เป้าคนจนด้วยข้อมูลประชากร และการบริหารเส้นทางเดินรถจัดเก็บขยะแบบอัจฉริยะ บูรณาการข้อมูลจากหลากหลายหน่วยงานที่เนคเทคจะขับเน้นให้เป็นฐานรากสำหรับนวัตกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กล่าวว่า เสาหลักงานวิจัยด้าน Bioscience and Biotechnology จะมุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เช่น การนำเอาเทคโนโลยี โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพพืชสมุนไพร การวิจัยและพัฒนาต้นแบบระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อยกระดับการเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ โดยไม่มีการใช้ยาและสารเคมีอันตราย การช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมด้านอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมด้านพลังงานและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคชุมชนและภาคอุตสาหกรรม เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) เพื่อผลักดันประเทศเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0

สวทช.แย้มกลยุทธ์ 6-6-10 ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเติบโตอย่างมั่นคง

สำหรับ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กล่าวว่าในส่วนของเสาหลักงานวิจัยด้าน Nanoscience and Nanotechnology นั้น มีธงการวิจัยและพัฒนามุ่งสู่เป้าหมายเพื่อตอบโจทย์สำคัญของประเทศ5 เรื่อง ได้แก่ 1.ด้านเวชสำอางและอาหารเสริม 2.ด้านยาและการแพทย์ 3.ด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ 4.ด้านนาโนไฮบริดและเทคโนโลยีการเคลือบ และ 5.ด้านการวิเคราะห์ทดสอบทางนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งที่ผ่านมางานวิจัยและพัฒนาของศูนย์ตามประเด็นมุ่งเน้นสามารถสร้างผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศกว่า 2 หมื่นล้านบาท ดังเช่น การพัฒนางานวิจัยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อการพัฒนาคุณภาพของอาหารและสุขภาพของสัตว์ สู่การตอบโจทย์ด้านอาหารของคนที่มีคุณภาพและปลอดภัยในอนาคต ตัวอย่างงานวิจัย อาทิ การพัฒนาอาหารสำหรับลูกกุ้งในรูปแบบไฮโดรเจล และเทคโนโลยีการกักเก็บเม็ดไฮโดรเจล
เหมาะสำหรับอาหารกุ้งแต่ละวัย ส่งผลให้เติบโตเร็วกว่าปกติ ช่วยเพิ่มการดูดซึมของอาหาร กระตุ้นการเจริญเติบโต เหมาะสำหรับกุ้งในแต่ละช่วงวัย การพัฒนานาโนวัคซีนเพื่อป้องกันโรคในปลานิล โดยใช้เทคโนโลยีการกักเก็บแบบแช่และกิน ทดแทนการฉีดแบบดั้งเดิมซึ่งมีต้นทุนสูง โดยเทคโนโลยีแบบแช่และกินนี้สามารถใช้ได้กับปลาทุกวัย ร่นระยะเวลาการให้วัคซีนรวมไปถึงสามารถให้วีคซีนกับปลานิลได้ครั้งละจำนวนมาก

นอกจากนี้ ดร.ณรงค์ กล่าวเสริมว่า สวทช.ยังมีงานวิจัยแบบ Agenda–based ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งอย่างจำเพาะ ซึ่งงานกลุ่มนี้ประกอบด้วยเรื่องจำเพาะที่เร่งด่วน และต้องการความสามารถจำเพาะด้าน แยกออกได้เป็น 3หัวข้อ คือ 1. Dual-Use Technology เทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งแง่มุมสร้างเสริมความมั่นคงของประเทศ หรือประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การใช้ระบบกวนโดรน หรือ Jammer เครื่องตรวจจับและติดตามอากาศยานไร้คนขับ 2.Rail and Modern Transportationซึ่งครอบคลุมการพัฒนาแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงระบบรถไฟฟ้ารางเบา และ 3.Medical Devices and Implants หรือการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องของเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ซึ่งใช้ทั้งกับผู้สูงอายุและผู้พิการจัดเป็นเรื่องเร่งด่วน สำหรับประเทศไทยที่เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมการพัฒนางานวิจัยอย่างมุ่งเป้า พัฒนานวัตกรรมเหนือความคาดหมาย เพื่อเสริมแกร่งทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ประชาชนมีรายได้ที่มั่งคั่ง และอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท