
ถ้าอยากชนะเลือกตั้งในปีหน้านี้ (2)
กกต.น่าจะแปลว่า “กรู(ก็)กลัวตาย”
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
กกต.น่าจะแปลว่า “กรู(ก็)กลัวตาย”
ก่อนที่จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดขึ้นในปี 2540 การเลือกตั้งในสมัยก่อนจะดูในการ “ดูแล” ของกระทรวงมหาดไทย จนถึงการเลือกตั้งในปี 2535 อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกฯ แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกง่ายๆ ว่า “องค์กรกลาง” มี เกษม สุวรรณกุล เป็นประธาน และโคทม อารียา เป็นเลขานุการ โดยคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นตรงกับนายกฯ และทำงานในลักษณะหน่วยงานอิสระร่วมกับภาคประชาชนต่างๆ เพื่อ “สอดส่องดูแล” การเลือกตั้ง
ให้มีความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม
การทำงานขององค์กรกลางได้รับความเชื่อถือพอสมควร โดยเฉพาะการ “กระตุ้น” ให้ภาคประชาชนและกลุ่มประชาสังคมต่างๆ “ตื่นตัว” ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมืองไทย ผ่านกระบวนการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ เพื่อให้ประชาชนออกมาเลือกตั้งมากๆ และ “รู้จักคิด” ที่จะเลือก สส.ให้มีคุณภาพ รวมถึงการช่วยกันสอดส่องดูแลการทุจริตในการเลือกตั้ง ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร แม้ว่าภายหลังการเลือกตั้งวันที่22 มี.ค.ในปีนั้น กลุ่มการเมืองเสียงข้างมากที่นำโดยพรรคสามัคคีธรรม (อันมีกำเนิดคล้ายกันกับพรรคการเมืองบางพรรคที่ระดมนักการเมืองจากทุกค่ายมาสนับสนุนทหารใน พ.ศ.นี้ และน่าจะมีจุดจบไม่แตกต่างกัน) จะสนับสนุนให้ผู้นำคณะรัฐประหาร (คณะรัฐประหารชุดนี้ใช้ชื่อว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือย่อว่า “รสช.” กรุณาอย่าสับสนกับ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ที่ย่อว่า “คสช.” ที่ไม่เห็นความสำคัญของ “ความเรียบร้อย”) ขึ้นเป็นนายกฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดการจลาจลขึ้นในเดือน พ.ค. 2535 ขับไล่ทหารคณะนั้นออกไป (ซึ่งทหารคณะนี้จะศึกษาเป็นบทเรียนไว้ก็ดี) นำมาสู่กระแสการปฏิรูปการเมืองที่มีแนวคิดหลักในการป้องกันการเข้าสู่อำนาจที่ไม่ชอบธรรม การทุจริตโกงกิน และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”
ในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและประชาสัมพันธ์การร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในทุกจังหวัด ซึ่งผู้เขียนที่ในช่วงนั้นเป็นรองคณบดีของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็ได้เข้าไปเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ของ จ.นนทบุรี มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ กกต.ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าจะต้องจัดตั้งขึ้น และได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการฯ นำไปสอบถามกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ในแต่ละจังหวัด ซึ่งเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า “ควรจะให้ กกต.มีอำนาจมากๆ” เพื่อต่อสู้กับการทุจริตในการเลือกตั้ง
ในระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากคนนนทบุรี ผู้เขียนได้ตั้งคำถามขึ้นคำถามหนึ่งว่า “คิดว่า กกต.จะเอาชนะอิทธิพลในท้องถิ่นได้หรือ” (ทั้งนี้ ผู้เขียนก็มีคำถามที่ใหญ่กว่านั้นซ่อนไว้ในใจคือ “แล้วอิทธิพลระดับชาติล่ะ”) มีคำตอบหนึ่งของประชาชนท่านหนึ่งตอบว่า “ก็หาคนที่ใหญ่กว่ามาเป็น กกต.สิ” อันแสดงถึง “ตรรกะ” หรือวิธีการคิดอย่างชาวบ้าน ที่แสดงออกอย่างใสซื่อตรงไปตรงมา เหมือนเวลาที่ดูมวย นักมวยที่ตัวโตกว่าน่าจะมีกำลังและความแข็งแรงมากกว่า เรียกว่า “เอามวยใหญ่มาปราบมวยเล็ก” กระนั้น
ผู้เขียนได้นำคำตอบที่ “แสนสะเทือนใจ”ดังกล่าวมาเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง อธิบายความในเรื่องของ “อิทธิพล” ว่ามันไม่ใช่เรื่องของ “ใครใหญ่กว่าใคร” หรือ “ใครเหนือกว่าใคร” โดยได้แยกแยะให้เห็นว่า “อิทธิพล” นั้นมีทั้ง “ดี” และ “เลว” ซึ่ง “อิทธิพลที่เลว” นี่เองที่เป็นปัญหาต่อการเมืองไทย
ผู้เขียนอธิบายว่า การเมืองไทยเป็นเรื่องของ “ได้อำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจและรักษาอำนาจ” ซึ่งไม่มีอำนาจใดเข้มแข็งไปกว่าอำนาจที่เรียกว่า “อิทธิพล” เพราะในสังคมไทย “อิทธิพล” นี้จะหมายถึง “อำนาจที่ทำให้คนเกรงกลัว” และมักจะใช้ในความหมายที่ไม่ดี ซึ่งเมื่อผู้มีอิทธิพลได้ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจ ก็จะทำให้คนทั้งหลายมองผู้มีอำนาจนั้นไปในทางไม่ดีด้วย นั่นก็คือผู้มีอำนาจดังกล่าวได้กลายเป็น “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” นั่นเอง ทำให้การเมืองไทยกลายเป็นสิ่งน่ากลัว โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วย “ผู้มีอิทธิพล”
ว่ากันว่า กกต.ที่ตั้งขึ้นชุดแรกในปี 2540 นั้นคือ “กกต.ที่ดีที่สุด” เพราะสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างเรียบร้อย ทั้งการเลือกตั้ง สว.ในปี 2543 และการเลือกตั้ง สส.ในปีต่อมา แต่เมื่อ กกต.ชุดที่สองมารับช่วงต่อก็เกิดปัญหา เพราะถูกอิทธิพลทางการเมืองของรัฐบาลทุนสามานย์เข้าแทรกแซง ทั้งในการเลือกตั้ง สส.ในปี 2548 และ 2549 จนถึงขั้นมีการฟ้องร้อง ทำให้ กกต.ชุดนั้นต้องติดคุก พอมาถึง กกต.ชุดที่สามก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำงานอย่างระมัดระวัง จนทำให้คนทั้งหลายมองว่า กกต.เริ่ม “เสื่อมสภาพ” และต่อมาในสมัยของ กกต.ชุดที่สี่ ก็รักษาตัวรอดมาได้ เพราะอยู่ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่มีการเลือกตั้ง แต่มีรัฐประหาร ปัจจุบันนี้เป็น กกต.ชุดที่ห้า ที่กำลังรอพิสูจน์ “ฝีมือ” ว่า “จะไปรอด” หรือไม่
โชคร้ายที่ กกต.ในทุกชุด ไม่ใช่ “คนใหญ่คนโต” อย่างที่คนจำนวนหนึ่งเข้าใจและคิดว่าจะต่อสู้กับ “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” ได้ ยิ่งในชุดปัจจุบันที่ดูเหมือนจะ “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” โอนเอนไปตามกระแสของผู้มีอำนาจ ยิ่งดูคล้ายกับเป็น “ไม้หลักปักเลน” ที่คงจะหวังพึ่งพิงอะไรไม่ได้มากนัก แต่ก็นี่แหละ กกต.ท่านไม่ใช่พวกที่ “อาบว่านกินเหล็กไหล” จะได้เข้มแข็ง ทนทาน และอยู่ยงคงกระพัน คงจะต้องยอมก้มหน้ารับ “คำตำหนิ” จากสังคมไปจนกว่าจะสิ้นวาระ เพราะผู้มีอำนาจชุดนี้ก็ยังจะต้องอยู่ “ค้ำหัว” ท่านต่อไปอีกหลายปี
แต่ถ้าท่าน “โงหัว” ได้บ้าง ท่านก็อาจจะเป็น “วีรบุรุษ”







