
ระบาย
ในยุคหนึ่งนอกจากห้องน้ำสาธารณะจะเป็นที่ระบายทุกข์ทั้งหนักเบาของประชาชนคนทั่วไปแล้ว
โดย ธนพล บางยี่ขัน
ในยุคหนึ่งนอกจากห้องน้ำสาธารณะจะเป็นที่ระบายทุกข์ทั้งหนักเบาของประชาชนคนทั่วไปแล้ว
อีกมุมหนึ่ง ทั้ง “ประตู” และ “ผนัง” ของห้องน้ำสาธารณะ ยังเป็นพื้นที่ระบายอารมณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวความอัดอั้น คับข้องใจ ในหลากหลายมิติ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา ไปจนถึงเรื่องใต้สะดือ
หากไปพิจารณาในรายละเอียด เราจะพบเนื้อหาทั้งระดับจุลภาค การด่าทอคนใกล้ชิด ไปจนถึงระดับมหภาค การวิพากษ์ผู้นำรัฐบาลในยุคนั้นๆ รวมถึงผลพวงจากการบริหารงานแบบตรงไปตรงมา
ในเบื้องลึกของความสกปรก เลอะเทอะ ที่ปรากฏ จึงซ่อนเอาไว้ด้วย “สาระ” ที่สะท้อนผ่านรูปแบบภาษาที่ออกแนวดุดัน หยาบคายที่มีทั้งข้อเท็จจริงและอารมณ์ความรู้สึกประกอบ
ที่สำคัญมันไม่ใช่แค่ความคิดของใครคนหนึ่งคนใด แต่เต็มไปด้วยความหลากหลาย บางครั้งเราจะพบเห็นข้อความที่หักล้าง หรือขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้าที่มีคนจารึกเอาไว้ โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน ทำให้สุดท้ายก็เป็นเพียงความเห็นที่เสียงเบาจนแทบไม่มีใครเคยได้ยินหรือสนใจอยากจะได้ยิน
ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่งคือห้องน้ำสวนลุมพินีหลังผ่านช่วงการเป็นสมรภูมิของกลุ่มการเมืองสีเสื้อหนึ่ง ผนังห้องน้ำมีเรื่องราวความคิดของกลุ่มที่ด่ารัฐบาลขณะนั้นแบบสาดเสียเทเสีย ทั้งล้มเหลวในการบริหาร สร้างปัญหาให้ประเทศ ไปจนถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนเห็นแย้งออกมาระบายผ่านตัวอักษรในพื้นที่ใกล้เคียงกันวิพากษ์กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย สร้างความเสียหายให้กับประเทศ
หากไม่คิดอะไรมาก นี่อาจเป็นดัชนีชี้วัดความนิยมในรัฐบาลแบบหยาบๆ ที่พอจะเห็นทิศทางความคิดของคนบางกลุ่มได้ไม่มากก็น้อย หรือหากไล่ดูแบบต่อเนื่องนี่อาจเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนอีกแง่มุมของสังคมได้อย่างน่าสนใจ
ในซีรี่ส์ เรื่อง 13 Reasons Why ตัวเอกที่เป็นนักเรียนมัธยมสาวฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลจากการวิพากษ์วิจารณ์กึ่ง Bully ประจักษ์หลักฐานสำคัญเป็นข้อความที่คาอยู่ที่ผนังห้องน้ำ โดยที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในโรงเรียนไม่เคยระแคะระคาย สะท้อนถึงอิทธิพลของช่องทางการสื่อสารนี้ที่ยังทรงพลัง
แต่วันเวลาผ่านไป สายตาคนเข้าส้วมส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือมากกว่าสอดส่ายสายตาอ่านตามประตูและผนัง ความนิยมของกระดานสาธารณะเหล่านี้จึงเริ่มเลือนหายไป ต่างจากพฤติกรรมการชอบระบายความอัดอั้นที่ยังมีอยู่อย่างท่วมท้น
เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้คนเลือกระบายอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ที่เห็นผลทันใจ ไม่ว่าจะเป็นการระบายผ่านตัวอักษร คลิปเสียง คลิปวิดีโอ
ไม่ต่างจากรูปแบบที่พัฒนาซับซ้อนขึ้นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรับสารที่แตกต่างออกไป หากย้อนไปดูถึงที่มาของเพลงแร็ป ซึ่งเคยเป็นที่ระบายความอัดอั้น การถูกเอารัดเอาเปรียบ สภาพถูกกดขี่ไม่เป็นธรรมของคนผิวสี ซึ่งอาจไม่ต่างจากเพลงเพื่อชีวิตที่เนื้อหาสะท้อนสภาพของสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่มีความพยายามปิดกั้นการแสดงความคิดความเห็นในสมัยก่อน นักคิด นักเขียน หลายคนจึงต้องหลบไปถ่ายทอดเป็นเรื่องสั้น นิยาย ด้วยลีลาภาษา และเทคนิคการเปรียบเทียบใช้กลไกเชิงสัญลักษณ์เข้ามาแทนการกล่าวแบบตรงไปตรงมา
บางยุคบางสมัย บางพื้นที่ ผลงานแนว“เมจิคัลเรียลลิสม์” กลายเป็นอีกเครื่องมือสำหรับการตั้งคำถามถึงความจริง ด้วยสิ่งที่เหนือจริง ท้าทายบริบทของสังคม ประเพณีวัฒนธรรม
การที่ผู้นำตลอดจนผู้มีอำนาจในบางยุคบางช่วงพยายามจะปิดหูปิดตาไม่รับฟังความคิดความเห็น พร้อมหาทางแก้ไขที่ปลายทางด้วยการปิดปาก ปิดช่องทางการสื่อสาร ด้วยความคิดว่าจะทำให้คนหยุดวิพากษ์วิจารณ์ได้ จึงไม่ใช่ทางออก
เมื่อคนแต่ละยุคสมัย แต่ละพื้นที่ ต่างก็มีที่ทางในการระบายความอัดอั้นของตัวเอง อยู่ที่เสียงจะดังมากน้อยแค่ไหน และมีใครได้ยินบ้างเท่านั้น







