posttoday
เงินสนับสนุนเด็กเล็ก สวัสดิการถ้วนหน้าในขั้นตอนแรกของชีวิต

เงินสนับสนุนเด็กเล็ก สวัสดิการถ้วนหน้าในขั้นตอนแรกของชีวิต

09 ธันวาคม 2561

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา นักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่ง

โดย เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา นักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่ง ได้จัดเวทีหารือกับพรรคการเมือง เรื่อง ข้อเสนอนโยบายให้รัฐบาลให้เงินสนับสนุนแก่ (ก) เด็กเล็ก 0-6 ขวบ(ข) ในอัตรา 600 บาท/เดือน และ (ค) แบบถ้วนหน้า หมายถึง เด็กไทยทุกคนจะได้รับสิทธินี้ โดยมีพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเวที 10 พรรคด้วยกัน

สาเหตุที่ต้องนำเสนอประเด็นนี้ เพราะตอนนี้สถานการณ์พัฒนาการเด็กของเรายังไม่ดีนัก เช่น อัตราการให้นมแม่ยังต่ำ สัดส่วนเด็กที่มีปัญหาทางโภชนาการยังสูง การมีกิจกรรมเสริมการเรียนรู้กับพ่อแม่ยังน้อยอยู่ เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มีข้อมูลบ่งชี้ว่า เกี่ยวพันกับฐานะเศรษฐกิจของพ่อแม่อย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น รายงานการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558-2559 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สปสช. และ UNICEF ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของเด็กเล็ก 3-6 ขวบ ที่ได้อยู่อาศัยกับพ่อ และอยู่อาศัยกับแม่ ยังแตกต่างกันตามฐานะเศรษฐกิจของครัวเรือนเป็นอย่างมาก เด็กเล็กในครัวเรือนที่ยากจนได้อยู่กับพ่อร้อยละ 50.2 และได้อยู่กับแม่ร้อยละ 59.9 ในขณะที่เด็กเล็กในครัวเรือนที่ร่ำรวยมาก ได้อยู่กับพ่อถึงร้อยละ 76.4 และได้อยู่กับแม่ถึงร้อยละ 92.8

เช่นเดียวกับการได้ทำกิจกรรมกับพ่อและแม่ น้องๆ ที่เกิดในครัวเรือนที่ยากจนได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับพ่อ (ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาจากการสำรวจ) เพียงร้อยละ 24.7 และร่วมกิจกรรมกับแม่ (ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาจากการสำรวจ) เพียงร้อยละ 45.6 ส่วนน้องๆ ที่เกิดในครัวเรือนที่ร่ำรวยมาก มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมพ่อถึงร้อยละ 51.9 และร่วมกิจกรรมกับแม่ถึงร้อยละ 87.1

ความกดดันทางเศรษฐกิจจึงเป็นปัจจัยสำคัญ (แม้จะไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ที่ทำให้พ่อและแม่ โดยเฉพาะพ่อและแม่ที่จน ไม่อาจได้อยู่และได้ร่วมทำกิจกรรมกับลูกๆ อย่างที่พ่อและลูกมุ่งหวัง

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีผลการศึกษาในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่ในประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการเป็นหลักประกันในชีวิต และพ่อแม่ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า จะเวลาและมีโอกาสที่จะทำกิจกรรมกับลูกๆ มากกว่าพ่อแม่ที่อยู่ในประเทศที่ต้องดิ้นรน และเหลื่อมล้ำ

แม้ว่าปัจจุบัน รัฐบาล คสช. จะได้ริเริ่มให้เงินสนับสนุนแก่เด็กอายุ 0-3 ขวบ ในอัตรา 600 บาท/เดือน แต่ระบบการสนับสนุนของรัฐบาล คสช. ยังคงเป็นการให้แบบคัดกรอง เฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาท/เดือนเท่านั้น

ผลของการดำเนินการปรากฏว่า น้องๆ ในครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนได้รับนมแม่ยาวนานกว่าน้องที่อยู่ในครัวเรือนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเพราะแม่ได้รับโภชนาการที่ดีขึ้น ทั้งการสนับสนุนยังช่วยให้น้องๆ ได้รับโภชนาการที่ดีขึ้น จนมีภาวะการขาดโภชนาการลดลง และดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังช่วยให้แม่มีบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี ระบบการสนับสนุนแบบการคัดกรองของรัฐบาล คสช. ก็มีผลให้ครัวเรือนยากจนที่ควรเข้าข่ายได้รับการสนับสนุน แต่กลับตกหล่นไม่ได้รับเงินอุดหนุนนี้ ถึงร้อยละ 30 (คิดเป็นจำนวนเด็กที่ตกหล่นประมาณ 5.4 หมื่นคน) นอกจากนั้น ระบบการคัดกรองยังใช้งบประมาณในการคัดกรองถึงร้อยละ 11 ของงบประมาณที่ใช้ไปในโครงการนี้

นักวิชาการและเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวนมากเสนอให้ใช้ระบบการสนับสนุนแบบถ้วนหน้าแทน เพื่อให้ครอบคลุมเด็กเล็กทุกคน พร้อมทั้งขยายจาก 0-3 ขวบ เป็น 0-6 ขวบด้วย ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้งบประมาณที่ใช้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9,000 ล้านบาท เป็น 29,000 ล้านบาท/ปี หรือประมาณไม่ถึงร้อยละ 1 ของงบประมาณรายจ่ายของรัฐในแต่ละปี แต่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและไม่มีเด็กเล็กคนใดตกหล่น

หลังจากการนำเสนอ พรรคการเมืองทั้ง 10 พรรคก็ให้ความเห็น พรรคทั้ง 10 พรรคเห็นด้วยกับการให้เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 0-6 ขวบ ในอัตรา 600 บาท/เดือน แบบถ้วนหน้า แต่อาจจะมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ดังนี้

หนึ่ง เกือบทุกหลายพรรค ย้ำว่า เงินอุดหนุนเด็กเล็กเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ที่เด็กไทยทุกคนควรได้รับ

ส่วนอีกหลายพรรค ระบุว่า การให้เงินอุดหนุนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของการสร้างรัฐสวัสดิการที่แต่ละพรรคออกแบบอยู่

สอง พรรคสามัญชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอนาคตใหม่ เห็นว่า เงินอุดหนุนที่ให้ 600 บาท/เดือน ยังน้อยเกินไป พรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวเลขที่ 1,000 บาท/เดือน และพรรคสามัญชนและพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ครอบคลุมช่วงอายุที่มากขึ้น เช่น 0-8 ขวบ

สาม พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคภูมิใจไทย เห็นว่า สวัสดิการเด็กเล็กนี้ควรเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ และควรขยายช่วงเวลาการลาคลอด (เช่นเป็น 180 วัน) และพรรครวมพลังประชาชาติไทย เห็นว่าสิทธิในการเลี้ยงดูลูกควรครอบคลุมพ่อด้วย

สี่ หลายพรรค จะให้การสนับสนุนและพัฒนาศูนย์เด็กเล็กมากขึ้น เพราะจะช่วยพ่อแม่ที่เวลาจำกัด โดยเฉพาะในช่วงหลังการลาคลอด โดยจะให้มีในสถานประกอบการ และสถานที่ราชการบางแห่ง ให้ครอบคลุมมากขึ้นด้วย

ห้า หลายพรรคให้ความสำคัญถึงการพัฒนาระบบเสริมหนุนอื่นๆ เช่น พรรคชาติพัฒนา เน้นเรื่องระบบดูแลสุขภาพ พรรคอนาคตใหม่ เน้นเรื่องความช่วยเหลือพิเศษสำหรับเด็กๆ หรือครอบครัวที่มีความจำเป็น เช่น แม่ที่ยังมีอายุน้อย น้องที่พิการ หรือน้องที่มีการเรียนรู้ที่แตกต่าง เป็นต้น พรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทยเน้นที่การมีสิ่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆ เช่น หนังสือ หรือของเล่นเด็ก

หก พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ได้ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียน ระบบติดตาม และประเมินผล ควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะได้พัฒนาเด็กไทยอย่างเป็นระบบ และแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรัดกุม

สุดท้ายที่อยากจะกล่าวคือ บรรยากาศในการจัดเวทีดีมากๆ สร้างสรรค์มากครับ ทุกพรรคเตรียมการมาดีมาก และไม่มีการชิงดีชิงเด่นกันเลย แถมยังสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างดีมากด้วย ตัวแทนหลายพรรคยังชวนกันว่า เราร่วมกันทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ไม่ว่าใครจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท