posttoday
อิทธิพล จัดตั้ง สตางค์ และกระแส

อิทธิพล จัดตั้ง สตางค์ และกระแส

09 ธันวาคม 2561

สี่คำข้างต้นนี้คือ “คาถา” สำหรับคนที่อยากจะเอาชนะเลือกตั้ง

โดย ทวี สุรฤทธิกุล  

สี่คำข้างต้นนี้คือ “คาถา” สำหรับคนที่อยากจะเอาชนะเลือกตั้ง แต่ว่าแต่ละตัวนั้นก็มี “อิทธิฤทธิ์” แตกต่างกัน รวมถึงสิ่งเหล่านี้ผู้สมัครแต่ละคนก็ไม่ได้ “มี” เท่าๆ กัน รวมทั้ง “ความสามารถ” ที่จะใช้หรือทำให้เกิดซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีความแตกต่างกันด้วย

ในยุคที่ยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปี 2540 การเลือกตั้งแต่ละครั้งมักจะมีการทุจริตอย่าง “ฉาวโฉ่” คือสามารถพบเห็นได้ทั่วไปแบบไม่เกรงกลัวสิ่งใด อย่างที่ผู้เขียนประสบด้วยตัวเองก็คือ การเลือกตั้งทั่วไปหลังการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2521 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2522 ใน จ.นครราชสีมา ที่ผู้สมัครไปแจกเงินในหมู่บ้านในชนบท ในระหว่างที่ผู้เขียนกลับไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าในช่วงนั้น โดยนั่งรถปิกอัพที่ติดเครื่องเสียงประกาศให้คนออกมารับเงินบ้านละ 40 บาท และถ้าจะชนะเลือกตั้งก็จะมาแจกอีก 40 บาท ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ผู้เขียนมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยในเขตห้วยขวางที่ผู้เขียนมีทะเบียนบ้านอยู่ มีการเดินแจกเงินไปตามแฟลตและตลาดห้วยขวาง ตามรายชื่อที่เขาทำบัญชีไว้ คนละ 50-100 บาท ซึ่งผู้เขียนถามคุณตาที่อยู่ห้องติดกันว่า ทำอย่างไรจึงจะได้รับแจกเงิน คุณตาก็ตอบว่าก็แค่เอาบัตรประชาชนให้เขาจดหมายเลขไป

หรือคราวที่เกิด “โรคร้อยเอ็ด” ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2524 ที่ผู้เขียนซึ่งทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ได้ติดตามท่านไปช่วยลูกพรรคหาเสียง สู้กับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งลาออกเมื่อต้นปี 2523 แล้วมาตั้งพรรคการเมือง ชื่อพรรคชาติประชาธิปไตย แล้วถือโอกาสลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งซ่อม เพื่อแสดง “ความเป็นประชาธิปไตย” ด้วยการลงเลือกตั้งดังกล่าว

การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นที่มาของการทุจริตการเลือกตั้งที่เป็น “ตำนานอุบาทว์” ของการเมืองไทยมาจนทุกวันนี้ นั่นก็คือการซื้อเสียงกันด้วยเงินจำนวนมโหฬาร ในส่วนของพรรคกิจสังคมที่ตอนนั้นยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ด้วย ก็มีผู้ “สนับสนุน” จำนวนมาก ผู้เขียนได้เห็นเงินสดๆ ใส่ถุงช็อปปิ้งขนาดใหญ่ ใส่กระเป๋าชุดกีฬาและกระเป๋าเดินทางใบเขื่อง ใส่ธนบัตรใบละร้อยบ้าง ห้าร้อยบ้าง (สมัยนั้นยังไม่มีธนบัตรใบละ 1,000) ประมาณว่ามีเงินหลายล้านบาท มาส่งที่โรงแรมในตัวเมืองร้อยเอ็ดที่ใช้เป็นที่พักของคณะหาเสียงของพรรคกิจสังคม ที่ไปปักหลักกันอยู่เป็นเดือนๆ (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปช่วยปราศรัยหาเสียง2 รอบ รวม 19 วัน ซึ่งบางวันก็นอนที่วัด ด้วยรถตู้ที่ต่อเป็นรถนอนไปในอำเภอที่ห่างไกล)

ในส่วนของพรรคชาติประชาธิปไตย ยิ่งมีความ “คึกคัก” ยิ่งกว่า เพราะจะมีคนมารายงานคณะหาเสียงของพรรคกิจสังคมเป็นระยะๆ ว่ามี “ความเคลื่อนไหว” ของพรรคชาติประชาธิปไตยอย่างไร เช่น ทุกวันจะมีคนมาแจ้งว่าวันนี้มี “ใคร” เข้ามาที่ จ.ร้อยเอ็ด บ้าง แล้วคนพวกนั้น “มาทำอะไร” ซึ่งวันหนึ่งแจ้งว่ามี “นาย ...” เจ้าของเบียร์ที่สนิทสนมกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เอาเงินมาพร้อมแจกไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท หรือมีชาวบ้านพบเห็นการแจกเงิน ไปแจ้งตำรวจให้จับ ตำรวจบอกว่าจับไม่ได้ ไม่ใช่เงินของผู้สมัคร แต่มีคนมาแอบแจก (ในความหมายที่ว่าเอามาเพื่ออะไรก็ได้ ไม่ใช่การซื้อเสียงแบบว่าตำรวจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทั้งเขตเลือกตั้ง)

แต่ที่ชาวบ้านเลื่องลือที่สุดก็คือ “คืนหมาหอน” ที่หมายถึงคืนก่อนวันหย่อนบัตร จะมีหัวคะแนนหรือสายของพรรคการเมือง ออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนบ้านโน้นบ้านนี้ในยามค่ำคืน (นัยว่าเพื่อเลี่ยงการพบเห็น) ซึ่งรู้กันทั่วไปว่า “เอาเงินไปแจก” ทำให้สุนัขตามบ้านต้องเห่าหอน “คนแปลกหน้า” เหล่านี้อย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้นในวันก่อนเลือกตั้งเช่นเดียวกัน มีคนพบเห็นซึ่งสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ถ่ายภาพไว้ด้วย ว่ามีดาราจากละครโทรทัศน์จาก “ช่องมากสี” มาช่วยเดินไปตามตลาดในตัวเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับแจกบัตรแนะนำผู้สมัครพร้อมซองร้านละ 1 ซอง โดยชาวบ้านมาบอกกับผู้สื่อข่าวภายหลังว่า
เป็นเงินซองละ 500 บาท แต่พอบอกให้ตำรวจไปจับ ก็ไม่มีใครสนใจ ทั้งยังไม่รับแจ้งความพร้อมกับตอกหน้าคนที่ไปแจ้งความว่า “เอ็งไม่ได้เงินแล้วมาแจ้งทำไม” (ฮา) แบบว่าเอ็งไม่เกี่ยวก็อย่ายุ่งหาเรื่องเดือดร้อน (ที่จะเดือดร้อนมาถึงข้าด้วย)

ตัวอย่างการทุจริตเลือกตั้งทั้งสองเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้พบเห็นด้วยตนเองนี้ จะเป็นด้วยปัจจัยอะไรอื่นไม่ได้ นอกจากเรื่องของ “อิทธิพล” ทั้งอิทธิพลของนักการเมืองในท้องถิ่น (กรณีการแจกเงินทีละครึ่งด้วยรถกระจายเสียงในจ.นครราชสีมา) และอิทธิพลของนักการเมืองในระดับชาติ ที่เชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการ มีทั้งข้าราชการ นายทุน และชาวบ้านที่เป็นหัวคะแนน โดยจะต้องมี “การจัดตั้ง” กันเป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุดก็คือ “สตางค์” คือเงินทุนที่จะใช้ในการซื้อเสียง ร่วมกับ “กระแส” คือ “กระแสความกลัว” ที่ชาวบ้านและข้าราชการก็กลัวผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นจน “หัวหด”

แต่ใช่ว่าเมื่อมี กกต. (ที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้) แล้ว ปัญหาการทุจริตเช่นนั้นจะเบาบางลง เพราะกลับมีปัญหาที่ “ซับซ้อน” มากขึ้น ซึ่งจะขอนำไปอธิบายในสัปดาห์หน้า ยิ่ง กกต.ชุดปัจจุบันที่ใช้อำนาจตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ยิ่งมีอะไรๆ ส่งกลิ่น “ทะแม่งๆ” อยู่ไม่น้อย

กลิ่น “ล้มละลายทางความเชื่อถือ” กำลังอบอวล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท