
อิทธิพล จัดตั้ง สตางค์ และกระแส
สี่คำข้างต้นนี้คือ “คาถา” สำหรับคนที่อยากจะเอาชนะเลือกตั้ง
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
สี่คำข้างต้นนี้คือ “คาถา” สำหรับคนที่อยากจะเอาชนะเลือกตั้ง แต่ว่าแต่ละตัวนั้นก็มี “อิทธิฤทธิ์” แตกต่างกัน รวมถึงสิ่งเหล่านี้ผู้สมัครแต่ละคนก็ไม่ได้ “มี” เท่าๆ กัน รวมทั้ง “ความสามารถ” ที่จะใช้หรือทำให้เกิดซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีความแตกต่างกันด้วย
ในยุคที่ยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปี 2540 การเลือกตั้งแต่ละครั้งมักจะมีการทุจริตอย่าง “ฉาวโฉ่” คือสามารถพบเห็นได้ทั่วไปแบบไม่เกรงกลัวสิ่งใด อย่างที่ผู้เขียนประสบด้วยตัวเองก็คือ การเลือกตั้งทั่วไปหลังการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2521 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2522 ใน จ.นครราชสีมา ที่ผู้สมัครไปแจกเงินในหมู่บ้านในชนบท ในระหว่างที่ผู้เขียนกลับไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าในช่วงนั้น โดยนั่งรถปิกอัพที่ติดเครื่องเสียงประกาศให้คนออกมารับเงินบ้านละ 40 บาท และถ้าจะชนะเลือกตั้งก็จะมาแจกอีก 40 บาท ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ผู้เขียนมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยในเขตห้วยขวางที่ผู้เขียนมีทะเบียนบ้านอยู่ มีการเดินแจกเงินไปตามแฟลตและตลาดห้วยขวาง ตามรายชื่อที่เขาทำบัญชีไว้ คนละ 50-100 บาท ซึ่งผู้เขียนถามคุณตาที่อยู่ห้องติดกันว่า ทำอย่างไรจึงจะได้รับแจกเงิน คุณตาก็ตอบว่าก็แค่เอาบัตรประชาชนให้เขาจดหมายเลขไป
หรือคราวที่เกิด “โรคร้อยเอ็ด” ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2524 ที่ผู้เขียนซึ่งทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ได้ติดตามท่านไปช่วยลูกพรรคหาเสียง สู้กับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งลาออกเมื่อต้นปี 2523 แล้วมาตั้งพรรคการเมือง ชื่อพรรคชาติประชาธิปไตย แล้วถือโอกาสลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งซ่อม เพื่อแสดง “ความเป็นประชาธิปไตย” ด้วยการลงเลือกตั้งดังกล่าว
การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นที่มาของการทุจริตการเลือกตั้งที่เป็น “ตำนานอุบาทว์” ของการเมืองไทยมาจนทุกวันนี้ นั่นก็คือการซื้อเสียงกันด้วยเงินจำนวนมโหฬาร ในส่วนของพรรคกิจสังคมที่ตอนนั้นยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ด้วย ก็มีผู้ “สนับสนุน” จำนวนมาก ผู้เขียนได้เห็นเงินสดๆ ใส่ถุงช็อปปิ้งขนาดใหญ่ ใส่กระเป๋าชุดกีฬาและกระเป๋าเดินทางใบเขื่อง ใส่ธนบัตรใบละร้อยบ้าง ห้าร้อยบ้าง (สมัยนั้นยังไม่มีธนบัตรใบละ 1,000) ประมาณว่ามีเงินหลายล้านบาท มาส่งที่โรงแรมในตัวเมืองร้อยเอ็ดที่ใช้เป็นที่พักของคณะหาเสียงของพรรคกิจสังคม ที่ไปปักหลักกันอยู่เป็นเดือนๆ (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปช่วยปราศรัยหาเสียง2 รอบ รวม 19 วัน ซึ่งบางวันก็นอนที่วัด ด้วยรถตู้ที่ต่อเป็นรถนอนไปในอำเภอที่ห่างไกล)
ในส่วนของพรรคชาติประชาธิปไตย ยิ่งมีความ “คึกคัก” ยิ่งกว่า เพราะจะมีคนมารายงานคณะหาเสียงของพรรคกิจสังคมเป็นระยะๆ ว่ามี “ความเคลื่อนไหว” ของพรรคชาติประชาธิปไตยอย่างไร เช่น ทุกวันจะมีคนมาแจ้งว่าวันนี้มี “ใคร” เข้ามาที่ จ.ร้อยเอ็ด บ้าง แล้วคนพวกนั้น “มาทำอะไร” ซึ่งวันหนึ่งแจ้งว่ามี “นาย ...” เจ้าของเบียร์ที่สนิทสนมกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เอาเงินมาพร้อมแจกไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท หรือมีชาวบ้านพบเห็นการแจกเงิน ไปแจ้งตำรวจให้จับ ตำรวจบอกว่าจับไม่ได้ ไม่ใช่เงินของผู้สมัคร แต่มีคนมาแอบแจก (ในความหมายที่ว่าเอามาเพื่ออะไรก็ได้ ไม่ใช่การซื้อเสียงแบบว่าตำรวจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทั้งเขตเลือกตั้ง)
แต่ที่ชาวบ้านเลื่องลือที่สุดก็คือ “คืนหมาหอน” ที่หมายถึงคืนก่อนวันหย่อนบัตร จะมีหัวคะแนนหรือสายของพรรคการเมือง ออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนบ้านโน้นบ้านนี้ในยามค่ำคืน (นัยว่าเพื่อเลี่ยงการพบเห็น) ซึ่งรู้กันทั่วไปว่า “เอาเงินไปแจก” ทำให้สุนัขตามบ้านต้องเห่าหอน “คนแปลกหน้า” เหล่านี้อย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้นในวันก่อนเลือกตั้งเช่นเดียวกัน มีคนพบเห็นซึ่งสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ถ่ายภาพไว้ด้วย ว่ามีดาราจากละครโทรทัศน์จาก “ช่องมากสี” มาช่วยเดินไปตามตลาดในตัวเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับแจกบัตรแนะนำผู้สมัครพร้อมซองร้านละ 1 ซอง โดยชาวบ้านมาบอกกับผู้สื่อข่าวภายหลังว่า
เป็นเงินซองละ 500 บาท แต่พอบอกให้ตำรวจไปจับ ก็ไม่มีใครสนใจ ทั้งยังไม่รับแจ้งความพร้อมกับตอกหน้าคนที่ไปแจ้งความว่า “เอ็งไม่ได้เงินแล้วมาแจ้งทำไม” (ฮา) แบบว่าเอ็งไม่เกี่ยวก็อย่ายุ่งหาเรื่องเดือดร้อน (ที่จะเดือดร้อนมาถึงข้าด้วย)
ตัวอย่างการทุจริตเลือกตั้งทั้งสองเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้พบเห็นด้วยตนเองนี้ จะเป็นด้วยปัจจัยอะไรอื่นไม่ได้ นอกจากเรื่องของ “อิทธิพล” ทั้งอิทธิพลของนักการเมืองในท้องถิ่น (กรณีการแจกเงินทีละครึ่งด้วยรถกระจายเสียงในจ.นครราชสีมา) และอิทธิพลของนักการเมืองในระดับชาติ ที่เชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการ มีทั้งข้าราชการ นายทุน และชาวบ้านที่เป็นหัวคะแนน โดยจะต้องมี “การจัดตั้ง” กันเป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุดก็คือ “สตางค์” คือเงินทุนที่จะใช้ในการซื้อเสียง ร่วมกับ “กระแส” คือ “กระแสความกลัว” ที่ชาวบ้านและข้าราชการก็กลัวผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นจน “หัวหด”
แต่ใช่ว่าเมื่อมี กกต. (ที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้) แล้ว ปัญหาการทุจริตเช่นนั้นจะเบาบางลง เพราะกลับมีปัญหาที่ “ซับซ้อน” มากขึ้น ซึ่งจะขอนำไปอธิบายในสัปดาห์หน้า ยิ่ง กกต.ชุดปัจจุบันที่ใช้อำนาจตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ยิ่งมีอะไรๆ ส่งกลิ่น “ทะแม่งๆ” อยู่ไม่น้อย
กลิ่น “ล้มละลายทางความเชื่อถือ” กำลังอบอวล







