
นริศ เชยกลิ่น ปั้นบริษัทคุณภาพระดับโลก
นริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยง
โดย วารุณี อินวันนา
นริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยง กรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท สิงห์ เอสเตท (S) เข้ามามีส่วนร่วมในบริษัทแห่งนี้ตั้งแต่กลางปี 2557 ในฐานะกรรมการ เป็นช่วงที่บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ ในกลุ่มบุญรอด บริวเวอรี่ กำลังทำการควบรวมกิจการบริษัทลูก กับบริษัท รสา โฮลดิ้ง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีสินทรัพย์ระดับ 5,000 ล้านบาท
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท (S) เมื่อเดือน ก.ย. 2557 โดยกลุ่มบุญรอด บริวเวอรี่ วางตำแหน่งให้เป็นบริษัทหลักด้านการทำธุรกิจพัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่ม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นริศ กล่าวว่า แผน 5 ปีแรกของการสร้างสิ่งที่ไม่มี ให้มีและเติบโตอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของความยั่งยืน ถึงเป้าหมายเร็วกว่าที่วางไว้ 1 ปี เดิมคิดว่าจะทำได้ในปี 2563แต่คาดว่า ปี 2562 จะมีรายได้ 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20% ของรายได้กลุ่มบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ และสินทรัพย์จะถึง 7 หมื่นล้านบาท
นับเป็นบริษัทที่มีการเติบโตเร็วมากในช่วง 4 ปีมานี้ ซึ่งมาจากหลายปัจจัยทั้งทีมบริหารมืออาชีพ มีประสบการณ์ในธุรกิจมายาวนาน ทุกคนที่เข้ามาร่วมงานกับบริษัทแห่งนี้ ต่างมีความตั้งใจ มีความท้าทายในตัวเองว่า จะเป็นกลุ่มผู้บุกเบิกที่จะสร้างบริษัท สิงห์ เอสเตท ให้เติบโตไปเป็นบริษัทระดับโลก
รวมถึงเกิดจากความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและชื่อเสียงของผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีในสังคมไทยมากว่า 80 ปี ช่วยบริษัทได้มากทำให้บริษัทที่มีอายุเพียง 4 ปี มีเครดิตที่ดีมากในสายตาของสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการกู้ยืมถือว่าต่ำอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ และยังปล่อยให้ทีมบริหารทำงานอย่างอิสระภายใต้ความเป็นมืออาชีพ โดยผู้ถือหุ้นใช้เพียงสิทธิตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น สิ่งที่ต้องตอบแทนคือ การมีความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ทำให้การทำงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องราบรื่น
ขณะที่รูปแบบการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทก็แตกต่างไม่เหมือนใครเลย เพราะการเข้าสู่ตลาดผู้มีรายได้สูงระดับบน ที่การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ การทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ปัจจุบันมีอยู่ 3 ธุรกิจหลักๆ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ให้เช่า พยายามจะสร้างความสมดุลของธุรกิจแต่ละด้านให้เติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ได้มุ่งด้านใดด้านหนึ่ง
“เรามีความเป็นยูนีคเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบนี้ และทำตลาดคุณภาพระดับพรีเมียมจับลูกค้าไฮเอนด์และในอาเซียนเราก็มีความเป็นยูนีคในมุมของการลงทุน เพราะมีทั้งการพัฒนาเอง การร่วมทุน มีการซื้อกิจการ ไม่ได้ใส่เงินส่วนใหญ่ลงไปในบริษัทลูก” นริศ กล่าว
นริศ ย้ำว่า การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วอยู่บนความระมัดระวังสูง ทำทุกอย่างโปร่งใส การเข้าซื้อสินทรัพย์จะเลือกสินทรัพย์ที่ดีมีความมั่นคงมีรายได้สม่ำเสมอ รวมถึงโครงการใหม่ที่ใกล้ส่งมอบภายในปีนี้ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่จะเริ่มส่งมอบในปี 2562 ปี 2563 เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืน
จาก 3 ธุรกิจที่มี ธุรกิจโรงแรมมีการเติบโตดีมาก มีโอกาสในการลงทุนเพิ่ม และจะทำรายได้มากกว่าธุรกิจอื่นๆ ในขณะที่อาคารสำนักงานเช่าก็ยังโต แต่เป็นแบบเรื่อยๆ และช่วงนี้หาซื้อตึกใหม่ไม่ได้ เพราะธุรกิจให้เช่าสำนักงานอยู่ในภาวะที่ดี จึงไม่มีใครขาย
ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยค่อนข้างตึงๆ เพราะหาทำเลที่ดีในราคาที่เหมาะสมได้ยาก และบริษัทจะไม่แข่งประมูลที่ดินที่ราคาแพงเกินไป เพราะจะทำให้ทำธุรกิจยาก จึงไม่ได้ขยายมาก ที่ผ่านมาบริษัทมีการปฏิเสธการซื้อสินทรัพย์ไปหลายชิ้น เพราะมองว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
หลังจากแผน 5 ปีเป็นไป ตามเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ คือจะก้าวไปสู่การเป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับโลก (Global Holding Company) โดยเตรียมเงินลงทุนไว้ 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นการขจัดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ออกไป เพื่อจะได้ขยายธุรกิจไปต่างประเทศมากขึ้น รองรับแผนการเป็นผู้นำการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล นั่นหมายความว่า แบรนด์ของบริษัทต้องได้รับการยอมรับและได้รับความเชื่อถือระดับโลก หรือเป็น โกลบอล ทรัสต์ แบรนด์
“บริษัทวางเป้าหมายเป็น Global Holding Company ในอนาคต โดยการเป็น Global Trusted Brand เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ของการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านความพร้อมทางการเงิน ความคล่องตัวขององค์กร การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และการรักษาความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อม” นริศ กล่าว
นริศ กล่าวอีกว่า จะพยายามพัฒนาคุณภาพการเป็นพรีเมียมแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับระดับสากลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ผู้ถือหุ้น พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ เอเย่นต์ของกลุ่มโรงแรม ผู้เช่าอาคารสำนักงาน ผู้ค้าขายในอาคาร ผู้รับเหมา ที่เกิดจากการบอกต่อของกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่ได้สัมผัสจากประสบการณ์จริง จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างโอกาสทางการตลาดและการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต
สำหรับตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจโรงแรมทั้งหมด 37 แห่ง ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในอังกฤษ และสกอตแลนด์ จากการร่วมทุนกับกลุ่มจูปิเตอร์
นอกจากนี้ ยังมีโรงแรม 2 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของกลุ่มฮิลตัน และโรงแรมฮาร์ดร็อก ที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ จะเปิดบริการได้ต้นปี 2562 อยู่ภายใต้โครงการครอสโรด (Crossroads) ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและตรงตามแผนกลยุทธ์การจะเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก
“โครงการครอสโรดจะตอบโจทย์การสร้างความยั่งยืนของการเติบโตทางธุรกิจตามแผนของบริษัท เพราะเป็นโครงการที่ตรงกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งต้องการขยายสนามบินเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจท่องเที่ยว เป็นโครงการรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นโครงการใหญ่แห่งแรกของเกาะ จะทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักบริษัท” นริศ กล่าว
ข้างต้นคือภาพใหญ่ของเป้าหมาย ส่วนรายละเอียดจะไปสู่การเป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับโลก การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีแบรนด์ระดับโลกอย่างไรนั้น
นริศ กล่าวว่า ทีมบริหารกำลังคิดกันอยู่ว่า ระยะต่อไปจะทำอย่างไร จะทำเหมือนเดิมต่อไปไหม จะเติบโตในสายธุรกิจเดิม หรือจะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อื่น หรือออกนอกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปเลย เป็นสิ่งที่ทีมบริหารจะต้องทำงานเพิ่มเติม จะได้ความชัดเจนในช่วงกลางปี 2562







