
เสรีมนังคศิลา 2019
กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมา
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมา
นั่นคือการเลือกตั้งเมื่อ 26 ก.พ. 2500 บรรยากาศทางการเมืองไทยในช่วงเวลานั้นช่างเหมือนกันกับในช่วงเวลานี้อยู่ไม่น้อย แม้ว่าผู้เขียนจะเกิดไม่ทัน เพราะเกิดหลังจากนั้นมาอีก 2 ปี แต่ก็ได้ฟัง “คำบอกเล่า” จากคนเก่าคนแก่ที่เคยมีชีวิตอยู่ผ่านการเมืองในยุคนั้นมาบ้าง แล้วพอได้มาสอนวิชาการเมืองการปกครองไทย โดยได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาพอสมควร จึงอดที่จะมีความกังวลต่ออนาคตของการเมืองไทยไม่ได้ว่า การเมืองไทยกำลังจะย้อนรอยอดีตเป็นเหมือนกับเมื่อครั้ง 60 กว่าปีนั้นอีกแล้วหรือ
ยุคนั้นเป็นยุคสมัยภายใต้การปกครองของคณะทหารที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากที่ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ที่เป็นเหมือน “นอมินี” ของจอมพล ป. ได้ทำการรัฐประหารในวันที่ 8 พ.ย. 2490 ภายหลังจากที่เกิดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ขับไล่รัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่ขึ้นมารักษาการ (ภายหลังจากที่ ปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีคนก่อนได้ลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อกรณีสวรรคต) นั้นออกไป โดยให้พลเรือนคือ ควง อภัยวงศ์ ที่เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ระยะหนึ่ง ว่ากันว่าเพื่อยืมมือให้ควงที่เป็นคู่อริกับปรีดีช่วยจัดการนักการเมืองในฝ่ายปรีดี รวมถึงตัวปรีดีด้วยแต่เมื่อไม่สำเร็จก็บีบให้ควงลาออก แล้วจอมพล ป.ก็ขึ้นมามีอำนาจอย่างเต็มตัว
การขึ้นมามีอำนาจของจอมพล ป.ในครั้งนี้ แรกๆ ก็ดูเหมือนว่าจะมีอะไรๆ ที่ “ก้าวหน้า” อยู่มาก โดยเฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 ที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการกำหนดไม่ให้ข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงการส่งเสริมการเมืองในระบบพรรค และระบบรัฐสภาที่เข้มแข็งแต่เมื่อเลือกตั้งแล้วก็ปรากฏว่าการทำงานของรัฐบาลประสบปัญหามากมาย เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการประจำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือทหารและลิ่วล้อบริวารของจอมพล ป.เอง ที่สุดก็ต้องทำการรัฐประหารในปี 2494 แล้วนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 มา “ปัดฝุ่น” ปรับใช้ใหม่ คือให้มี สส. 2 ประเภทเหมือนปี 2475 ทั้งจากการเลือกตั้งโดยตรง และจากการเลือกตั้งทางอ้อม และให้ข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรีได้ แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือให้มีการแข่งขันกันในระบบพรรค ทั้งนี้ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติพรรคการเมืองใน พ.ศ. 2498 โดยรัฐบาลเองก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคหนึ่งชื่อว่า “พรรคเสรีมนังคศิลา” โดยมีจอมพล ป.เป็นหัวหน้าพรรค และมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค โดยรวบรวมบรรดาอดีตนักการเมืองมาจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้เป็นจำนวนมาก
ก่อนอื่นต้องขอย้อนอดีตไปหลังการรัฐประหาร 2490 อีกสักเล็กน้อย สืบเนื่องจากการรัฐประหารในครั้งนั้น กลุ่มของปรีดีได้ก่อการกบฏเข้าปิดล้อมพระบรมมหาราชวัง จึงเรียกว่า “กบฏวังหลวง” เมื่อทหารปราบพวกกบฏได้ โดยที่ปรีดีได้หนีไปที่ประเทศฝรั่งเศส ทหารก็ทำการ “กวาดล้าง” นักการเมืองฝ่ายของปรีดีอย่างหนัก อย่างเช่นกรณีการสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของปรีดี เมื่อกลางดึกของวันที่ 3 มี.ค. 2492 บนถนนพหลโยธิน (ปัจจุบันอยู่ตรงบริเวณระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับกรมป่าไม้) ในขณะที่ย้ายตัวอดีตรัฐมนตรีทั้งสี่ไปคุมขังที่สถานีตำรวจบางเขน อันนำมาซึ่งสภาวะ “น่าสะพรึงกลัว” โดยที่นักการเมืองในกลุ่มปรีดีได้ลดบทบาทลงจนแทบจะไม่มีเหลือ ในขณะที่นักการเมืองที่หันไปประจบทหารก็มีจำนวนมากขึ้น นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักการเมืองเข้าไปร่วมกับพรรคเสรีมนังคศิลาในปี 2498 เป็นจำนวนมาก ทำให้ทหารเกิดความย่ามใจว่าสามารถ “กำราบ” นักการเมืองให้อยู่หมัดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะวิเคราะห์ด้วยทฤษฎี “สัญชาตญาณความเป็นนักการเมือง” นอกจากความหวาดกลัวภัยนั้นแล้ว นักการเมืองที่เข้าด้วยกับพรรคมนังคศิลาน่าจะมีความเชื่อด้วยอีกว่า ถ้าเข้าข้างฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ตนเองก็จะอยู่ในฐานะได้เปรียบในการเลือกตั้ง เพราะผู้ที่กุมอำนาจรัฐคงจะใช้กลไกของรัฐทั้งหลาย ทำให้ฝ่ายที่อยู่ในอำนาจได้รับชัยชนะและครองอำนาจสืบต่อไป ซึ่งจะหมายความถึงการที่นักการเมืองเหล่านั้นจะได้มีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาล และมีอำนาจ “อยู่ยงคงกระพัน” ต่อเนื่่องพร้อมกันไปด้วยเช่นกัน
การเลือกตั้งได้กำหนดขึ้นในวันที่ 26 ก.พ. 2500 (ในการเลือกตั้งครั้งนี้กำหนดไว้ว่าจะมีในวันที่ 24 ก.พ. 2562) โดยเหตุการณ์ก็เป็นไปดังที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ คือมีการทุจริตในการเลือกตั้งอย่างมโหฬาร ในตำราประวัติศาสตร์การเมืองไทยเขียนถึง “กลโกง” ในการเลือกตั้งครั้งนั้นว่า มีทั้ง “ผี พลร่ม และไพ่ไฟ” โดยอธิบายว่า “ผี” ก็คือคนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไปลงคะแนนแทนคนอื่น “พลร่ม” ก็คือผู้ไปลงคะแนนที่ฝ่ายรัฐบาลจัดตั้งขึ้นให้ไป “เข้าแถว” หย่อนบัตร โดยไม่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้เข้าไปลงคะแนน และ “ไพ่ไฟ” ก็คือการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาไว้แล้วยัดเข้าไปในหีบเลือกตั้ง ทั้งก่อนการเลือกตั้งที่ทำให้บางหน่วยเลือกตั้งไม่ต้องมีการหย่อนบัตรจากประชาชน หรือในบางหน่วยเลือกตั้งก็มีการเปลี่ยนหีบเลือกตั้งกันในภายหลัง การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงได้ชื่อว่า การเลือกตั้งที่ “สกปรกที่สุดในประเทศไทย”
ผลจากการเลือกตั้งในวันนั้นก็คือประชาชนได้ออกมาประท้วง เช่น ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน้าทำเนียบรัฐบาล รวมถึงมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ “ด่าทอ” รัฐบาลไปในหลายๆ ที่ ที่สุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกมาระงับเหตุ เริ่มจากไปบอกให้จอมพล ป.ลาออก แต่เมื่อไม่ลาออกก็เลยถูกยึดอำนาจในวันที่ 16 ก.ย.ในปีเดียวกันนั้นเอง
บทเรียนก็คือรัฐบาลอย่าโกงเลือกตั้งเสียเองก็แล้วกัน







