
เทงบปี'63ลงทุน6แสนล้าน
ไฟเขียวแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 23 ฉบับ
ไฟเขียวแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 23 ฉบับ คาดคลอดร่างสุดท้าย ม.ค. 2562 ประกาศใช้ก่อนเลือกตั้ง
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ได้เห็นชอบในหลักการในร่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 23 ฉบับ พร้อมมอบหมายให้ สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการรับข้อเสนอเพิ่มเติมของที่ประชุมและหน่วยงานต่างๆ ไปปรับปรุงแผนแม่บทโดยรวม แล้วนำเสนอต่อที่ประชุมครั้งสุดท้ายกลางเดือน ม.ค. 2562 ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลใช้บังคับต่อไป
ทั้งนี้ แผนแม่บทฯ ทั้ง 23 ฉบับจะเป็นแนวปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีการเดินตามยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านหลัก ซึ่งเพื่อให้แผนแม่บทฯ ไปสู่การปฏิบัติก่อนที่ประชุมได้มีมติให้ทุกส่วนราชการจัดทำคำของบประมาณประจำปี 2563 โดยเฉพาะในส่วนของงบลงทุนรวมกันประมาณ 6 แสนล้านบาท โครงการต้องสอดคล้องกับประเด็นการพัฒนาเร่งด่วนในช่วงระยะ 5 ปีแรกของยุทธศาสตร์ชาติใน 15 ประเด็น ซึ่งมาจากแผนแม่บทฯ ทั้ง 23 ฉบับ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนงบประมาณปี 2562 ที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีผลบังคับไปแล้วนั้น หากหน่วยงานใดเห็นว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติตามงบประมาณปี 2562 มีความสำคัญลดลงจะปรับงบประมาณไปใช้ในโครงการที่สอดคล้องกับ 15 ประเด็นเร่งด่วนดังกล่าว ก็ให้เสนอไปยังสำนักงบประมาณ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับสำนักงบประมาณไปแล้วว่าให้เร่งพิจารณาปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
สำหรับข้อเสนอแนะจากที่ประชุม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ต้องการให้ทำข้อมูลให้ชัดเจนว่าแผนแม่บททั้ง 23 ฉบับนั้นแตกออกมาจากด้านใดของยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน เพื่อให้หน่วยงานรัฐทำคำของบประมาณได้ถูกต้อง 2.ในแผนแม่บทฉบับที่ 21 เรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบนั้นขอให้เพิ่มสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นส่วนราชการเข้าไปเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้วย เพราะ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ รัฐบาลอาจไปสั่งการอะไรมากไม่ได้ และ 3.ในแผนแม่บทฉบับที่ 9 เรื่องเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขอให้เติมเขตพัฒนาพิเศษภาคอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเข้าไปด้วย เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้ปรับหัวข้อของประเด็นเร่งด่วนเรื่องการพัฒนาความเสมอภาคและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะที่ผ่านมาประชาชนที่มีความเดือดร้อนนั้นอยู่ในกลุ่มของเกษตรกรเป็นหลัก
“สภาพัฒน์จะรับข้อเสนอของรองนายกรัฐมนตรีและ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปปรับปรุงต่อไป ซึ่งร่างสุดท้ายจะเข้าที่ประชุมอีกครั้งกลางเดือน ม.ค. 2562 จากนั้นจะเสนอ ครม.ภายใต้ปลายเดือน ม.ค.หรือต้น ก.พ. ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับไม่เกินเดือน ก.พ. 2562” นายทศพร กล่าว
นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า คำของบประมาณปี 2563 ของส่วนราชการจะไม่กระทบกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลายแนวทางในการลงทุน เช่น ให้เอกชนร่วมลงทุน การกู้ยืม เป็นต้น







