
‘บล็อกเชน’ หนุนพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืน
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป ร่วมกับยูโรเปียนบล็อกเชนฮับ จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติสุดยอดบล็อกเชนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2561/2562 เพื่อดึงศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนมาสร้างรูปแบบธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้
พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ประเมินว่า โอกาสไทยจะนำบล็อกเชนขึ้นมาสร้างนวัตกรรมมี 7 ด้าน ตั้งแต่มุ่งให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงกรอบความคิด การบริการสาธารณะ สร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ สังคมแห่งนวัตกรรม นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำดาต้ามาสร้างนวัตกรรมและสร้างสมาร์ทซิตี้
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจการเงินและตลาดทุนเริ่มขับเคลื่อนกับการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนแล้ว และคาดว่าภายใน 1-2 ปี ไทยจะเริ่มมีการใช้บล็อกเชนเต็มตัว โดยมองว่ากลุ่มที่จะพัฒนาบล็อกเชนเพื่อมาใช้เพิ่มขีดความสามารถต่อไปคือ การเกษตร การศึกษา และพลังงาน
ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สนช. บอกว่า ปัจจุบันกำลังทดสอบการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนจัดเก็บทำบัตรประชาชนเพื่อการระบุตัวตนและอัตลักษณ์บุคคลของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมามีการเลื่อนใช้มาหลายครั้ง เพราะต้องรอให้มีการพัฒนาร่วมกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์ที่สามารถยืนยันตัวตนระหว่างข้ามธนาคารหรือข้ามธุรกรรมกันได้ โดยที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์ตัวตนซ้ำซ้อน
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ มองว่า ไทยเริ่มจากกลุ่มการเงินจากธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยเองได้ทำโปรเจกต์อินทนนท์ขึ้นมา ขณะที่ตลาดทุนกำลังรอเกณฑ์ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) และ
ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และอนาคตจะมีอีกหลายธุรกิจที่สามารถใช้บล็อกเชนได้ที่มองว่าสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าก็สามารถทำได้หมด ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่กลุ่มสุขภาพความงาม
อำนาจ บุญขวัญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไทยบริติชซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง (TBSP) กล่าวว่า เพราะนโยบายบริษัทที่มุ่งเน้นไปสู่การทำธุรกิจการเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น จึงร่วมพัฒนากับทางบิทคับเพื่อนำบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการบริการดูแลห่วงโซ่การทำธุรกิจของลูกค้ามากขึ้น (ซัพพลายเชน) ซึ่งน่าจะเริ่มให้บริการกับลูกค้าได้ไม่เกินไตรมาสแรกปี 2562 อีกทั้งพร้อมกับการให้ความรู้ไปพร้อมกับลูกค้า และคาดว่าจะเริ่มใช้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความถูกต้อง ไม่มีการปลอมแปลงเกิดขึ้นระหว่างซัพพลายเชนทั้งหมด คือ กลุ่มสินค้าความงาม กลุ่มการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเอกสารข้อมูลและที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ
“ระหว่างนี้บริษัทเป็นแห่งเดียวที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของเอกสารข้อมูลด้วยระบบฉลากแบบเดิม และพร้อมที่จะทำแบบใส่ข้อมูลบล็อกเชนบนแพลตฟอร์มดิจิทัลไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจการใช้บริการกับบริษัทมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะลูกค้าเองก็คาดหวังว่าสินค้าของเขาไม่มีการปลอมแปลงระหว่างทาง อีกทั้งทำให้ผู้ใช้สินค้ามีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์สินค้าเขามากขึ้นอีก” อำนาจ กล่าว
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษานำบล็อกเชนไปช่วยลดขั้นตอนการทำงานด้านเอกสารมากขึ้น ลดช่องว่างและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสะดวกต่อการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก
สำหรับผู้แทนเครือข่ายยูโรเปียนบล็อกเชนฮับจากสโลวีเนีย บอกว่า ยุโรปใช้บล็อกเชนมาประยุกต์ในธุรกิจการเงิน พลังงาน นำไปสู่การระดมทุนสกุลเงินดิจิทัล (ไอซีโอ) มากมาย ส่วนที่เวียดนามก็มีการนำบล็อกเชนมาใช้ในวงการฟินเทค นำไปทดลองใช้ในภาคการเกษตร และเพิ่งมีการนำไปใช้ในเรื่องการโอนข้อมูลคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้ บล็อกเชนจะมาสร้างรูปแบบธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยแค่ไหนต้องตามกันอย่ากะพริบ







