
เอเยนซีแก้เกมดิสรัปชั่น ชูคอนเทนต์โดน ดึงคนดู
วงการโฆษณาเร่งปรับองค์กรสู้ภัยเทคโนโลยีคุกคาม ชูคอนเทนต์ดี ออกอากาศเวลาเหมาะสม เรียกคนดู
โดย...จะเรียม สำรวจ
แม้ว่าจะปรับตัวกันมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับวงการเอเยนซีไทย หลังจากถูกเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปชั่นในธุรกิจ ทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการรับสื่อเปลี่ยนไป ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้เอเยนซีโฆษณาต้องหันมาปรับหลังบ้านกันยกใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
สงกรานต์ เศรษฐสมภพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ ลีโอ เบอร์เนทท์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเอเยนซีในตอนนี้ คือ การโดนดิสรัปชั่นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับสื่อมากขึ้น ทำให้ เอเยนซีต้องปรับตัวตาม โดยเริ่มจากคนในองค์กรที่ต้องมีความรู้เพิ่มขึ้น และต้องทำงานให้ได้มากกว่า 1 อย่าง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้
นอกจากนี้ คอนเทนต์ที่ทำต้องเป็นคอนเทนต์ที่ดี และที่สำคัญไปกว่านั้น ต้องมาถูกที่ถูกเวลา เพราะถ้าทำคอนเทนต์ดีแต่เผยแพร่ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้โฆษณาชิ้นนั้นเกิดความล้มเหลวได้ เนื่องจากเทรนด์การทำหนังโฆษณานับจากนี้ไป ผู้บริโภคจะเป็นคนสอนนักโฆษณาว่าต้องการคอนเทนต์แบบไหน ซึ่งนักโฆษณาสามารถรับรู้ความต้องการของผู้บริโภคได้จากการกดไลค์ในสื่อโซเชียลมีเดีย
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือว่ามีความแตกต่างไปจากเดิมโดย สิ้นเชิง เนื่องจากเมื่อก่อนภาพของโฆษณา คือ ตัวเผือก ยัดเยียดโฆษณาให้ผู้บริโภค แต่หลังจากนี้ไปผู้บริโภคจะเป็นคนที่เดินเข้าไปหาโฆษณาที่อยากดูเอง
สงกรานต์ กล่าวต่อว่า การทำโฆษณาในประเทศไทยกับต่างประเทศค่อนข้างมีความแตกต่างกัน คือ ในต่างประเทศการทำหนังโฆษณาจะเน้นการใส่แบรนด์สินค้าไปในหนังโฆษณานั้นๆ เพื่อสื่อถึงการขายสินค้าโดยตรง แต่ประเทศไทยจะพยายามไม่ใส่แบรนด์เข้าไปในหนังโฆษณา เพื่อสื่อถึงการขายสินค้า เพราะไม่อยากให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าถูกยัดเยียดโฆษณาจนเกินไป
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับนักการตลาด และนักโฆษณาที่ต้องยึดเป็นแนวทางในการทำธุรกิจนับจากนี้คือ กลยุทธ์ 3 ซี
อ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลยุทธ์ 3 ซี เปรียบเสมือนคัมภีร์ของนักการตลาด นักโฆษณา ต้องยึดเป็นกรอบปฏิบัติ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะหากขาดหายไปอาจทำให้ธุรกิจเกิดการสะดุด
สำหรับกลยุทธ์ 3 ซี ที่กล่าวถึงนี้ ประกอบไปด้วย 1.คอนเทนต์ (Content) การทำตลาดต้องรู้ว่าผู้บริโภคชอบหรือเสพคอนเทนต์แบบไหน เพราะแต่ละกลุ่ม เป้าหมายมีความแตกต่างกัน ดังนั้นนักการตลาด นักโฆษณา ต้องมีกระบวนการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้าง คอนเทนต์ให้โดนใจหรือเล่าให้ถูกเรื่อง
2.คอนแทค พอยต์ (Contact Point) หรือจุดเชื่อมต่อนั้นก็คือแพลตฟอร์ม ที่จะนำคอนเทนต์ที่ต้องการสื่อสารส่งต่อถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.ครีเอทีฟวิตี้ (Creativity) การมีความคิดสร้างสรรค์ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการทำการตลาดและการทำหนังโฆษณาในปัจจุบัน เพราะการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในปัจจุบันต้องมีการสร้างประสบการณ์ (Experience) ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อนำมาซึ่งความผูกพันในแบรนด์ (Customer Engagement) และจะนำไปสู่ยอดขายที่ตามมา หากไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สินค้านั้นอาจตอบโจทย์ลูกค้าไม่ได้เลย
จากกลยุทธ์ต่างๆ ที่นักโฆษณางัดออกมาสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี และหากมีปัจจัยเอื้อในด้านของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวเข้ามาช่วยเสริม โดยสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย ออกมาคาดการณ์ว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาไทยปี 2561 น่าจะปิดตัวเลขเติบโตได้ที่ 4% และเพิ่มเป็น 5% ในปี 2562







