
สิทธิและผิด-ถูก
ช่วงนี้ดูเหมือนประเด็นการอ้าง “สิทธิ”
โดย ณศักต์ อัจจิมาธร
ช่วงนี้ดูเหมือนประเด็นการอ้าง “สิทธิ” ของผู้คนแบบประหลาดๆ จะมีปรากฏให้เห็นในสังคมโซเชียลของไทยอย่างต่อเนื่อง
ไล่มาตั้งแต่เรื่องราวของคู่รักที่ไปจอดรถขวางรถของดาราหนุ่มและภรรยา แถมยังใส่เบรกมือไว้ทำให้ดาราหนุ่มขับรถออกไปไม่ได้ต้องไปประกาศตามหาตัวกันนานนับชั่วโมง
สุดท้ายคู่รักเจ้าของรถกลับมาขึ้นรถและขับออกไปก่อนจะไปโพสต์บนหน้าเฟซบุ๊กว่า ถูกดาราหนุ่มเขียนข้อความด่าแปะไว้หน้ารถ
ขณะที่ฝ่ายดาราหนุ่มและภรรยาก็ยืนยันว่าไม่ได้เขียนข้อความใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหาแม้แต่น้อย แถมบอกด้วยว่าคู่รักเจ้าของรถนั้นไม่ได้เอ่ยปากขอโทษแม้แต่น้อยทั้งที่เป็นฝ่ายจอดรถขวาง
อีกเรื่องเป็นกรณีการจอดรถขวางประตูหน้าบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ทำให้เจ้าของบ้านต้องอึ้ง เพราะถูกเจ้าของรถเขียนจดหมายแปะไว้หน้าบ้านว่า “ถนนเป็นที่สาธารณะ ไม่มีใครรู้ว่าคุณจะออกกี่โมง ทีหลังกรุณาติดป้ายบอกไว้ที่หน้าบ้าน ไม่ต้องมาเขียนใส่ที่รถ ไม่เกรงใจกันเลย”
งานนี้เจ้าของบ้านอ่านข้อความจากท่านเจ้าของรถที่จอดขวางเสร็จก็เล่นเอามึนว่า ตกลงมีบ้านติดถนนแล้วถูกรถจอดขวางจนออกจากบ้านไปทำธุระไม่ได้ กลายเป็นฝ่ายที่ต้องถูกเจ้าของรถที่จอดขวางต่อว่าซะงั้น
ล่าสุดมีเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งไปซื้อนาฬิการาคาแพงมาจากต่างประเทศโดยไม่ยอมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรขณะที่เดินทางกลับเข้าประเทศทั้งที่เป็นสิ่งของต้องสำแดงตามกฎหมาย โดยใช้วิธีสวมใส่ข้อมือมา และนำกล่องเปล่าแยกใส่กระเป๋ามา
สุดท้ายเจอเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจและถูกเรียกเก็บภาษี เมื่อเจอแบบนี้เจ้าของนาฬิกาจึงมาโพสต์โวยวายผ่านเฟซบุ๊กประชดประชันทำนองว่า “ประเทศกูมี” แบบนี้ด้วย
การอ้างสิทธิแบบประหลาดๆ ของผู้คนจำนวนหนึ่งนั้น จะว่าเป็นเรื่องของความไม่รู้ก็คงไม่ใช่ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่คนทั่วไปเห็นปุ๊บก็เดาได้ว่ามันผิดหรือมันถูกอย่างไร
คงจะพอสรุปได้เพียงว่า มันเป็นเพราะผู้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถยอมรับความผิดที่ตัวเองก่อขึ้นได้ และมักอ้างว่ามันเป็น “สิทธิ” ที่ฉันทำได้แต่ไม่สนความผิดถูกทั้งทางกฎหมายและกฎเกณฑ์ของสังคม
อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดเลย แต่เรื่องการไม่ยอมรับความผิดที่ก่อขึ้นโดยเอาคำว่า “สิทธิ” มาบังหน้านั้นมีให้เห็นในระดับบุคคลสำคัญของประเทศมานักต่อนัก
นักการเมืองใหญ่ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีคดีความไปอยู่ต่างแดน ก็ล้วนแต่ยืนยันเสียงแข็งว่าตัวเองไม่มีความผิด แต่ถูกความไม่ยุติธรรมกลั่นแกล้ง ทั้งที่คดีความที่ถูกตัดสินนั้น มีสารพัดหลักฐานที่แสนจะชัดเจนว่ามีการทุจริตขึ้นจริง และหลักฐานเหล่านั้นก็ชี้ให้เห็นว่า การทุจริตนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์อันมหาศาลของตัวเองและพวกพ้อง
การอ้าง “สิทธิ” แบบ “ข้าจะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นสิทธิของข้า” จริงๆ แล้วคงเรียกได้ว่าเป็น “ความเห็นแก่ตัว” ของคนผู้นั้นมากกว่า เพราะบรรดาสิทธิที่กลุ่มคนเหล่านี้อ้างถึงด้วยการยกเอาเหตุผลสารพัดมาประกอบนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงแม้แต่น้อยว่า คนอื่นๆ ในสังคมจะเดือดร้อนจากการกระทำของตัวเองมากน้อยเพียงไร
หากสังคมเต็มไปด้วยผู้คนที่เอาแต่ “TAKE” จากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่คิดที่จะ “GIVE” แบ่งปันกลับคืนไปนั้น คงกลายเป็นสังคมที่ล่มสลายลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนจะเอาแต่หยิบฉวยแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการจนสุดท้ายสังคมก็เดินต่อไปไม่ได้เพราะไม่มีใครคิดถึงประโยชน์ต่อสาธารณะ
สิทธินั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนควรมี และกฎเกณฑ์หลายๆ อย่างในสังคมบ้านเราก็เปิดกว้างให้ผู้คนมีสิทธิในการทำสิ่งต่างๆ อย่างมากมาย และน่าจะมากกว่าในอีกหลายๆ ประเทศด้วยซ้ำ
ทว่า “สิทธิ” ย่อมต้องมาพร้อมกับ “ความผิด-ถูก” เพราะสิทธิที่ถูกต้องย่อมต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนร่วมสังคม และหากเป็นไปได้นอกจากการใช้สิทธิเพื่อตัวเองแล้ว การใช้สิทธิเพื่อให้เรากลายเป็น “ผู้ให้” เพื่อมอบบางสิ่งบางอย่างให้กับผู้อื่น ย่อมช่วยให้สังคมสวยงามและน่าอยู่มากขึ้น







