posttoday
สุรสีห์ กิตติมณฑล ขับเคลื่อนศาสตร์ฝนหลวงสู่สากล

สุรสีห์ กิตติมณฑล ขับเคลื่อนศาสตร์ฝนหลวงสู่สากล

25 พฤศจิกายน 2561

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” มีกำหนดครบอายุ 5 ปี ในวันที่ 25 ม.ค. 2562

โดย สิทธิณี ห่วงนาค 

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” มีกำหนดครบอายุ 5 ปี ในวันที่ 25 ม.ค. 2562 ภายหลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ยกสถานะขึ้นเป็นกรมจากเดิมที่เป็นสำนักฝนหลวงฯ มีภารกิจสำคัญคือทำฝนช่วยเหลือประชาชนตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง”

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เล่าให้ฟังว่า เข้ามารับตำแหน่งเป็นอธิบดี ปลายปี 2559 การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนั้น เพราะผู้ใหญ่ทาบทามให้มาช่วยวางโครงสร้างกรม เนื่องจากก่อนหน้ารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมชลประทาน และเป็นผู้ทำโครงการชลประทาน 60 ล้านไร่ ซึ่งเห็นว่าน่าจะมีความรู้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ นอกเขตชลประทานที่จะต้องอาศัยน้ำฝนทำการเกษตรกว่า 120 ล้านไร่ และการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ กรณีที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ

ภารกิจสำคัญของกรม ข้าราชการทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวคือ การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดัดแปรสภาพอากาศโลกตามศาสตร์พระราชาภายในปี 2579 เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ที่ได้ทรงพระราชทานศาสตร์การทำฝนหลวงไว้ให้แก่ ปวงชนชาวไทยและยังประโยชน์ไปยังนานาประเทศทั่วโลก

“ถือเป็นธงในการทำงานเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตข้าราชการของผม ที่จะนำองค์กรไปสู่ระดับสากลให้ได้เพราะว่าศาสตร์นี้หากไปสู่ระดับสากลได้จะมีประโยชน์มหาศาลสำหรับมนุษยชาติ เพราะท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก กระทบต่อการเกิดฝน ความแห้งแล้ง และการเปลี่ยนแปลงที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลต่อฤดูกาล ต่อการเกษตร ต่อพืชอาหาร ศาสตร์ที่เป็นประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ จึงไม่ควรอยู่ในไทยเท่านั้น ควรไปทั่วโลกที่ต้องมีความมั่นคงด้านอาหาร ด้านน้ำ และเป็นพระราชประสงค์ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงพระราชทานให้ทุกชาติที่ขอเข้ามาศึกษาศาสตร์นี้อย่างทั่วหน้ากัน” ดร.สุรสีห์ กล่าว

เดิมเมื่อครั้งนั่งตำแหน่งรองอธิบดีได้เริ่มพิจารณาว่าควรจะต้องปรับองค์กรอย่างไร ต้องมีการวางกำลังคน กำลังงานให้เหมาะสมกัน โดยมีภารกิจ และพันธกิจสำคัญเป็นเป้าหมาย ด้วยความที่เป็นกรมใหม่ทำให้การปรับองค์กรทำได้ง่าย แต่ที่ยากคือการขอกำลังคนเพิ่มจากระบบราชการเพราะบางเรื่องต้องรอเรื่องงบประมาณ

“เข้ามาใหม่ๆ ก็มีแรงต้านนิดหน่อย แต่ตรงนี้เป็นกรมใหม่ เป็นกรมในหลวง ผมเลยมีพลัง ทุ่มเทได้เต็มร้อย มันท้าทาย มาวางระบบ ว่าควรจะเป็นแบบไหน สิ่งที่กรมนี้ยังขาดและต้องเร่งทำคือ การทำยุทธศาสตร์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งปกติยุทธศาสตร์หลายกรมต้องจ้างมหาวิทยาลัยทำ แต่ผมมาทำเอง เป็นวิทยากรเอง สอนการทำยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน พร้อมกับให้คนในกรมร่วมแสดงความเห็นเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ใช้เวลา 2 เดือนเสร็จ ผลออกมาดี ทำให้เกิดความร่วมใจและความรักในองค์กร เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าคนในบ้าน ทุกคนก็ภูมิใจในประวัติศาสตร์ ที่ตนเองช่วยกันขับเคลื่อน ทำให้ไม่เกิดการต่อต้านทุกคนมีส่วนร่วม”

ภารกิจสำคัญของยุทธศาสตร์ที่วางไว้คือ การเป็นศูนย์กลางการดัดแปรสภาพอากาศของอาเซียนและของเอเชียใน 5-15 ปี และจะต้องเป็นศูนย์กลางระดับโลกให้ได้ภายใน 20 ปี โดยในระดับอาเซียนได้ให้การยอมรับประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางศาสตร์ด้านนี้ จากมติที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ การดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน เมื่อเดือน มิ.ย. 2561 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในขณะที่นอกอาเซียนในระดับเอเชียและระดับสากลเริ่มติดต่อขอเข้ามาศึกษาดูงานมากกว่า 9 ประเทศทั้งจีน มองโกเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ศรีลังกา จอร์แดน แทนซาเนีย แอฟริกาใต้ และโอมาน

หลังการวางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการวางตำแหน่งที่ก้าวไปสู่ศูนย์กลางดัดแปรสภาพอากาศของเอเชียและของโลกได้ปรับองค์กรให้ขับเคลื่อน เริ่มจาก 1.ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร การขยายศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีประมาณ 120 ล้านไร่ จากปัจจุบันมี 5 ศูนย์ คือ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น นครสวรรค์ ระยอง สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศแปรปรวนเกิดแล้งรุนแรงและซ้ำซาก กรมได้ทำเรื่องขอเพิ่มอีก 2 แห่งคือ จ.พิษณุโลก และบุรีรัมย์ เพื่อให้การปฏิบัติการได้ครอบคลุมทุกพื้นที่

2.การพัฒนาบุคลากรที่ขาดแคลนทั้งนักบิน นักวิทยาศาสตร์ ที่ปัจจุบันมีน้อยมากทำให้ทั้งนักบินและนักวิทยาศาสตร์ต้องแบกภาระแทบไม่มีวันลาพักผ่อน เนื่องจากการบินขึ้นทำฝนแต่ละครั้งต้องมีนักวิทยาศาสตร์ขึ้นบินด้วยเพื่อวิเคราะห์เมฆ เรื่องเร่งด่วนจึงเป็นเรื่องบุคลากรในสองส่วนนี้ ซึ่งปัจจุบันมีนักบิน 67 คน ยังขาดอีก 12 คน นักวิทยาศาสตร์มี 51 คน ขาดอีก 85 คน รวมถึงเครื่องบินที่ยังขาดอีกจำนวนหนึ่ง เช่น เครื่องบินปีกตรึงมี 31 ลำ ขาดอีก 5 ลำ เฮลิคอปเตอร์มี 9 ลำ ควรจะมีอีก 1 ลำ โดยขณะนี้เครื่องของกรมบินฝนหลวงฯ บินเฉลี่ยปีละ 4,000-5,000 เที่ยวบิน ทำให้ต้องมีการยืมเครื่องบินของกองทัพอากาศมาช่วยเหลือทุกปี โดยเฉพาะในปีที่แล้งจัด

3.การพัฒนางานวิจัยเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับสภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น การทำจรวดฝนหลวง การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (ยูเอวี) เพื่อใช้ในกรณีสภาพอากาศปิด เครื่องบินขึ้นไม่ได้ หรือพื้นที่เสี่ยงใกล้ชายแดนและ 4.การประเมินน้ำฝนด้วยเรดาร์

ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม ดร.สุรสีห์ ยอมรับว่า ก่อนหน้ามีความกดดันในบทบาทหน้าที่การทำงานมาก แต่เมื่อคิดว่าทำงานราชการ เพื่อทดแทนบ้านเมือง เพราะตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ไม่เคยวางเป้าหรือไม่เคยฝันจะเป็นอะไร เพียงขอให้มีงานที่ตัวเองอยากทำ ถ้าไม่มีงานที่อยากทำก็จะออก เคยให้สัมภาษณ์ทีวีญี่ปุ่น สมัยเป็นนักเรียนทุน พิธีกรถามว่า ความฝันอยากทำอะไร ก็ตอบว่าอยากให้เกษตรกรไทยรวยเหมือนเกษตรกรญี่ปุ่น พึ่งพาเทคโนโลยีการเกษตรมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน และมีรายได้สูงขึ้น ขายข้าวได้ราคาดีเหมือนข้าวญี่ปุ่น

“เมื่อเข้ามาทำงานที่กรมฝนหลวงฯ ต้องบอกว่าดีใจมาก เพราะเป็นกรมที่ช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรได้มาก ที่สำคัญเป็นกรมที่เกิดจากน้ำพระทัยของในหลวงที่พระองค์ตั้งใจศึกษาสร้างองค์ความรู้ไว้ให้ และเมื่อพระองค์จากไปงานเหล่านี้อยู่ในมือข้าราชการ ทุกคนต้องช่วยกันทำให้สำเร็จ ซึ่งข้าราชการกรมฝนหลวงฯ รู้สึกแบบนี้ทุกคน ฉะนั้นเวลาทำงาน เวลาขึ้นบินทุกครั้ง นอกจากขอพรพระกันแล้ว คือขอพรในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอให้ภารกิจสำเร็จ ขอให้ปลอดภัยในการทำงาน เพราะในเมฆแม้แสนอันตราย แต่เหมือนในหลวง ร.9 ท่านเอาใจช่วยพวกเราอยู่นะ” ดร.สุรสีห์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง