posttoday
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

25 พฤศจิกายน 2561

เมื่อปี 2558 สหประชาชาติได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030

โดย ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ Rule of Law and Development (ROLD) Program Fellow 

เมื่อปี 2558 สหประชาชาติได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ประกอบไปด้วยเป้าหมาย 17 ด้าน ที่เป็นกรอบการพัฒนาในช่วงปี 2015-2030 เพื่อให้ประเทศสมาชิกนำไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าประสงค์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายทั้ง 17 ด้าน เป้าหมายย่อยที่ 16.3 การส่งเสริมนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศเป้าหมายสำคัญที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง เนื่องจากการเข้าถึงความยุติธรรม การมีระบบกฎหมายที่ชัดเจน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาคเป็นพื้นฐานนำไปสู่สังคมที่เป็นธรรมและก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับไทย การพัฒนาอย่างยั่งยืนถูกยกขึ้นเป็นประเด็นสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) เพื่อสร้างสังคมที่เป็นสุข ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขจัดปัญหาความยากจน ส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว มีการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ยิ่งไปกว่านี้เป็นนิมิตหมายที่ดีของประชาชนชาวไทยที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงให้ความสนพระทัยและสนับสนุนเป้าหมายลำดับที่ 16 ซึ่งมุ่งสนับสนุนสันติภาพและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) อีกด้วย

ขณะที่ภาครัฐและเอกชนได้ขานรับและนำหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปรับใช้กับหน่วยงานต่างๆ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม ซึ่งถูกกล่าวถึงในวงกว้าง เนื่องจากในรอบเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของไทยดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสถานการณ์ด้านสังคมอื่นๆ

สาเหตุของความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ด้านรายได้ในแต่ละภูมิภาคของไทยมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากพื้นฐานฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวตั้งแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อการโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้และโอกาสในการประกอบอาชีพ และส่งผลต่อเนื่องถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต เช่น การศึกษาเล่าเรียนของบุตรหลาน การรักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน การประกอบธุรกิจ เป็นต้น

สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2560 ไทยมีผู้มีงานทำทั้งหมด 37.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบหรือผู้ทำงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงานถึง 20.8 ล้านคน หรือราวร้อยละ 55 ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการกู้ยืมเงินในระบบ เนื่องจากขาดหลักฐานในการทำงาน ประวัติทางการเงิน และหลักประกันในการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะพึ่งพาการกู้ยืมหนี้นอกระบบในที่สุด

รวมถึงในอนาคตที่โลกจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานเป็นครั้งคราวผ่าน Online Platform และไม่ยึดติดกับการทำงานประจำ ส่งผลให้เกิดงานในลักษณะฟรีแลนซ์ พาร์ตไทม์ และเอาต์ซอร์ส มากยิ่งขึ้น คนทำงานกลุ่มนี้จะมีรายได้ไม่คงที่ ซึ่งจะมีปัญหาต่อการประเมินเครดิตในการกู้ยืมเงินในระบบตามมาด้วย

เป็นที่น่ายินดีว่าภาครัฐได้ตระหนักถึงปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในส่วนบุคคลและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเตรียมการออกนโยบายและมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอแนวทางการนำนวัตกรรมทางการเงินมาปรับปรุงการให้บริการทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ โดยมีแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่านทาง Digital Platform ที่ช่วยให้ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพและราคาถูกลง ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการประเมินสินเชื่อ (Information-based lending) ได้อีกด้วย

นโยบายนี้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้นในราคาที่ถูกลง แนวทางดังกล่าวได้เริ่มปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ รัฐวิสาหกิจกลุ่มสถาบันการเงินของรัฐ 9 แห่ง และรัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ 4 แห่ง ได้ทำการตกลงความร่วมมือบูรณาการข้อมูลด้านการเงินและสาธารณูปการเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อจะนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินเหล่านี้มาวิเคราะห์ประกอบการให้สินเชื่อต่อผู้ประกอบการ SMEs ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากการพัฒนา Digital Platform การเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว การมีกฎหมายและนโยบายที่เอื้อให้ทำได้จริงและมีความเป็นธรรมถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice : TIJ) เป็นอีกองค์กรที่พยายามส่งเสริมและผลักดันนโยบายด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการระดมความคิดจากผู้เข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development : RoLD Program) ซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์การไม่แสวงหากำไร

รวมถึงบุคลากรของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย โดยได้ค้นคว้าวิจัยเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนา Information-based lending เพื่อใช้ในไทย เริ่มจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย (Focused Group) ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบปัญหาในการกู้ยืมเงินในระบบเพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและการทำธุรกิจ สภาพปัญหา สาเหตุ และอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

รวมถึงการขอคำปรึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้จากนักวิชาการ นักธุรกิจ และนักพัฒนา Application ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์และสรุปข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายโดยพบว่า การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน การพัฒนาระบบเพื่อรองรับการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนากฎหมาย ถือเป็น 3 ปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา Information-based lending

การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนและสร้างแรงจูงใจในการใช้บริการทางการเงินผ่านระบบดิจิทัล เช่น การกู้ยืม การใช้จ่ายเงินออนไลน์ การชำระค่าบริการต่างๆ เพื่อลดการยึดติดกับการใช้บริการทางการเงินแบบเดิมๆ รวมถึงการสร้างความมั่นใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้กู้ และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ เป็นปัจจัยแรกในการสร้าง Digital Footprint เพื่อพัฒนาสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลใช้ประเมินสินเชื่อต่อไป

การพัฒนาระบบเพื่อรองรับการจัดเก็บ Big Data และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล Credit Scoring System และระบบ Alternative Credit Scoring System ถือเป็นปัจจัยถัดมาที่จะช่วยขับเคลื่อน Information-based lending และสุดท้าย การปรับปรุงและออกกฎหมายเพิ่มเติมสนับสนุนการให้บริการทางการเงินทั่วถึงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการอนุมัติการให้สินเชื่อ กฎหมายส่งเสริม SMEs ที่อาจต้องมีการปรับจากที่กำหนดให้การกู้ยืมต้องมีการแสดงหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน กฎหมายการรับรองสถานะของ FinTech และกฎหมายกำกับ Non-bank เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า บทบาทของการบริการการเงินที่ทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยใช้ Information-based lending นอกจากจะเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการพิจารณาอนุมัติการให้สินเชื่อจากการใช้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในอตีตแล้ว ยังจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงแหล่งทุน ความยากจน และปัญหาหนี้นอกระบบของบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ SMEs กอปรกับหลักนิติธรรมที่มีกฎหมายที่ชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค จะเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท