
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
เมื่อปี 2558 สหประชาชาติได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030
โดย ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ Rule of Law and Development (ROLD) Program Fellow
เมื่อปี 2558 สหประชาชาติได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ประกอบไปด้วยเป้าหมาย 17 ด้าน ที่เป็นกรอบการพัฒนาในช่วงปี 2015-2030 เพื่อให้ประเทศสมาชิกนำไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าประสงค์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายทั้ง 17 ด้าน เป้าหมายย่อยที่ 16.3 การส่งเสริมนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศเป้าหมายสำคัญที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง เนื่องจากการเข้าถึงความยุติธรรม การมีระบบกฎหมายที่ชัดเจน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาคเป็นพื้นฐานนำไปสู่สังคมที่เป็นธรรมและก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับไทย การพัฒนาอย่างยั่งยืนถูกยกขึ้นเป็นประเด็นสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) เพื่อสร้างสังคมที่เป็นสุข ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขจัดปัญหาความยากจน ส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว มีการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ยิ่งไปกว่านี้เป็นนิมิตหมายที่ดีของประชาชนชาวไทยที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงให้ความสนพระทัยและสนับสนุนเป้าหมายลำดับที่ 16 ซึ่งมุ่งสนับสนุนสันติภาพและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) อีกด้วย
ขณะที่ภาครัฐและเอกชนได้ขานรับและนำหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปรับใช้กับหน่วยงานต่างๆ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม ซึ่งถูกกล่าวถึงในวงกว้าง เนื่องจากในรอบเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของไทยดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสถานการณ์ด้านสังคมอื่นๆ
สาเหตุของความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ด้านรายได้ในแต่ละภูมิภาคของไทยมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากพื้นฐานฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวตั้งแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อการโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้และโอกาสในการประกอบอาชีพ และส่งผลต่อเนื่องถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต เช่น การศึกษาเล่าเรียนของบุตรหลาน การรักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน การประกอบธุรกิจ เป็นต้น
สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2560 ไทยมีผู้มีงานทำทั้งหมด 37.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบหรือผู้ทำงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงานถึง 20.8 ล้านคน หรือราวร้อยละ 55 ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการกู้ยืมเงินในระบบ เนื่องจากขาดหลักฐานในการทำงาน ประวัติทางการเงิน และหลักประกันในการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะพึ่งพาการกู้ยืมหนี้นอกระบบในที่สุด
รวมถึงในอนาคตที่โลกจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานเป็นครั้งคราวผ่าน Online Platform และไม่ยึดติดกับการทำงานประจำ ส่งผลให้เกิดงานในลักษณะฟรีแลนซ์ พาร์ตไทม์ และเอาต์ซอร์ส มากยิ่งขึ้น คนทำงานกลุ่มนี้จะมีรายได้ไม่คงที่ ซึ่งจะมีปัญหาต่อการประเมินเครดิตในการกู้ยืมเงินในระบบตามมาด้วย
เป็นที่น่ายินดีว่าภาครัฐได้ตระหนักถึงปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในส่วนบุคคลและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเตรียมการออกนโยบายและมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอแนวทางการนำนวัตกรรมทางการเงินมาปรับปรุงการให้บริการทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ โดยมีแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่านทาง Digital Platform ที่ช่วยให้ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพและราคาถูกลง ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการประเมินสินเชื่อ (Information-based lending) ได้อีกด้วย
นโยบายนี้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้นในราคาที่ถูกลง แนวทางดังกล่าวได้เริ่มปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ รัฐวิสาหกิจกลุ่มสถาบันการเงินของรัฐ 9 แห่ง และรัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ 4 แห่ง ได้ทำการตกลงความร่วมมือบูรณาการข้อมูลด้านการเงินและสาธารณูปการเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อจะนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินเหล่านี้มาวิเคราะห์ประกอบการให้สินเชื่อต่อผู้ประกอบการ SMEs ต่อไป
อย่างไรก็ตาม นอกจากการพัฒนา Digital Platform การเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว การมีกฎหมายและนโยบายที่เอื้อให้ทำได้จริงและมีความเป็นธรรมถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice : TIJ) เป็นอีกองค์กรที่พยายามส่งเสริมและผลักดันนโยบายด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการระดมความคิดจากผู้เข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development : RoLD Program) ซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์การไม่แสวงหากำไร
รวมถึงบุคลากรของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย โดยได้ค้นคว้าวิจัยเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนา Information-based lending เพื่อใช้ในไทย เริ่มจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย (Focused Group) ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบปัญหาในการกู้ยืมเงินในระบบเพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและการทำธุรกิจ สภาพปัญหา สาเหตุ และอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
รวมถึงการขอคำปรึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้จากนักวิชาการ นักธุรกิจ และนักพัฒนา Application ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์และสรุปข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายโดยพบว่า การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน การพัฒนาระบบเพื่อรองรับการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนากฎหมาย ถือเป็น 3 ปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา Information-based lending
การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนและสร้างแรงจูงใจในการใช้บริการทางการเงินผ่านระบบดิจิทัล เช่น การกู้ยืม การใช้จ่ายเงินออนไลน์ การชำระค่าบริการต่างๆ เพื่อลดการยึดติดกับการใช้บริการทางการเงินแบบเดิมๆ รวมถึงการสร้างความมั่นใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้กู้ และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ เป็นปัจจัยแรกในการสร้าง Digital Footprint เพื่อพัฒนาสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลใช้ประเมินสินเชื่อต่อไป
การพัฒนาระบบเพื่อรองรับการจัดเก็บ Big Data และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล Credit Scoring System และระบบ Alternative Credit Scoring System ถือเป็นปัจจัยถัดมาที่จะช่วยขับเคลื่อน Information-based lending และสุดท้าย การปรับปรุงและออกกฎหมายเพิ่มเติมสนับสนุนการให้บริการทางการเงินทั่วถึงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการอนุมัติการให้สินเชื่อ กฎหมายส่งเสริม SMEs ที่อาจต้องมีการปรับจากที่กำหนดให้การกู้ยืมต้องมีการแสดงหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน กฎหมายการรับรองสถานะของ FinTech และกฎหมายกำกับ Non-bank เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า บทบาทของการบริการการเงินที่ทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยใช้ Information-based lending นอกจากจะเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการพิจารณาอนุมัติการให้สินเชื่อจากการใช้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในอตีตแล้ว ยังจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงแหล่งทุน ความยากจน และปัญหาหนี้นอกระบบของบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ SMEs กอปรกับหลักนิติธรรมที่มีกฎหมายที่ชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค จะเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด







