
ตำนานแห่งสวนถังน้ำมันยักษ์ (City Renewal 5)
จากใจกลางกรุงโซลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลมากนัก
จากใจกลางกรุงโซลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลมากนัก มีภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮัน เมื่อสำรวจแผนที่แล้วพบว่าภูเขาลูกนี้อยู่ในเขตมาโพของกรุงโซลนี่เอง ถือว่าเป็นพื้นที่ภูเขากลางกรุงที่อุดมสมบูรณ์มากแม้จะย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงเพราะใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดงส้มแล้วก็ตาม เมื่อเดินขึ้นไปบนยอดเขาจะพบพื้นที่ราบที่ดูแปลกตามาก บนเนินเขาเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า “ออก-แซ”- 억새 หรือหญ้ายูลาเลีย” ใบเรียวยาวและช่อดอกของมันสูงท่วมหัว เวลาลมพัดผ่านทุ่งหญ้าใบหญ้าปลิวไหวเกิดเสียง อือๆ อือๆ ตลอดเวลา เงี่ยหูฟังเสียงราวกับนกที่กำลังร้องครางในยามค่ำคืนเบาๆ ว่า
อือ...ออก...อือ...ออก จึงทำให้ชาวเกาหลีในยุคโบราณเรียกมันในชื่อพื้นบ้านว่า“ออก-แซ” (แซ แปลว่า “นก”)
“ออก-แซ” จะออกช่อดอกยาวและแตกเป็นปุยขาวก่อนฤดูหนาวมาถึง ดอกหญ้าพลิ้วไหวทั้งท้องทุ่งทำให้เกิดความสวยงาม เป็น “แบ็กกราวด์” ถ่ายรูปที่เยี่ยมมาก ในเมื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและสุขภาพกำลังเป็นกระแสนิยมในทศวรรษนี้ หากพื้นที่ใดมีของดีเช่นนี้อยู่แล้วไม่ทำให้เกิดประโยชน์ก็น่าเสียดายมาก ทางการจึงพัฒนาท้องทุ่งตรงนี้ให้เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ เรียกว่า “ฮา-นึล-คง-วอน” แปลเก๋ๆ ว่า “สวนสาธารณะแห่งฟากฟ้า” ก่อนจะมาถึง ฟังชื่อก็ชอบใจแล้วค่ะ ใครหนอช่างตั้งชื่อให้ไพเราะยิ่ง เมื่อมาถึงจึงเห็นด้วยเลย ท้องฟ้าสดใส ทุ่งดอกหญ้าพลิ้วไปตามสายลม สมชื่อเหมือนอยู่ใกล้ชิดท้องฟ้าจริงๆ
การเดินทางไปกรุงโซลในครั้งนี้ เป็นเพราะศาลาว่าการกรุงโซลเชิญไปดูความเปลี่ยนแปลงของเมืองตามโครงการ Seoul Urban Regeneration ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1998 เป็นโครงการระยะยาวที่สืบต่อเนื่องมาโดยผู้ว่าการกรุงโซลหลายรุ่น โครงการนี้ได้ทำการ “แชแซง - 재생 หรือ การชุบชีวิตใหม่” ให้แก่สินทรัพย์ เช่น อาคาร สถานที่ ถนน ภายในเมืองที่เสื่อมสภาพสมควรต้องรื้อถอนทำลายราว 27 แห่ง ให้สามารถกลับมาใช้งานใน สไตล์ของชาวโซล คือ “ร่วมสมัยและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเกาหลี”
จากวันที่เริ่มต้นโครงการแรกคือ โครงการรื้อถนนเพื่อนำสายน้ำลำคลองโบราณ“ชอง-กเย-ชอน” กลับคืนมา ทุกโครงการก็ได้ผลเกินคาด ได้รับคำชื่นชมล้นหลามจากประชาชนที่มาใช้บริการ และจากคนทุกถิ่นที่มาเยือน จึงพร้อมที่จะเปิดเผยแก่สายตาชาวโลก ด้วยเหตุนี้ กรุงโซลจึงได้เชิญนักข่าว บล็อกเกอร์ สไตลิสต์ และผู้มีอิทธิพล (Influencer) ต่อการกระจายข่าวเกี่ยวกับเกาหลี จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกัน ณ ที่นี่ ให้แต่ละคนกดชัตเตอร์กันระรัว และแย่งเวลา แย่งซีนกันสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในโครงการกันอย่างสนุกสนาน “สวนสาธารณะแห่งฟากฟ้า” ของเขตมาโพ ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในโครงการปรับปรุงพัฒนาเมืองให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว และที่สำคัญคือเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนที่ฟอกปอดให้ชาวกรุง ซึ่งเป็นเป้าหมายอันหนึ่งของโครงการคือ ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวโซลด้วย
เนินเขาลูกนี้ขนานไปกับลำน้ำฮัน เมื่อถึงจุดชมวิวปลายสุดบนเนิน จะเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำฮันและตึกสูงไกลสุดลูกหูลูกตา รอบเนินมีทางเดินเท้าให้ประชาชนมาออกกำลังกาย ในช่วงนี้มีทุ่งดอกคอสมอส(ดาวกระจาย) หลากสีสันให้ได้ชื่มชมอีกด้วย ขณะที่กำลังเดินชมธรรมชาติท่ามกลางอากาศที่กำลังเย็นสบายปลายฤดูใบไม้ร่วงอยู่นั้น“เชกา” ก็สะดุดตากับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไปไกล สาวเกาหลีที่เดินมาด้วยบอกว่า “ตรงนั้นคือสนามกีฬาเวิลด์คัพ ไงล่ะ” เราก็พยักหน้าเข้าใจ แต่แล้วก็สะดุดตากับถังกลมๆ เบื้องล่างลิบๆ จนต้องออกไปยืนชะโงกหน้าลงไป ดูคุ้นตามากเหมือนเคยเห็นมาก่อน สาวเกาหลีคนเดิมจึงหัวเราะบอกว่า “นั่นคือสวนถังน้ำมันยักษ์ ที่เราเพิ่งไปมาตอนเช้า ก่อนที่จะขึ้นเขามาไงคะ”
นั่นสิคะ คราวนี้เราก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ยาก ทำไมเชกาไม่เคยได้ยินเรื่องราวของ “สวนสาธารณะแห่งฟากฟ้า” มาก่อน ทั้งๆ ที่เคยมาเรียนที่นี่ตั้งหลายปี ไปมาเกาหลีก็หลายครั้ง เป็นเพราะ “เนินเขาลูกนี้ถูกปิดเป็นสถานที่หวงห้ามของทางการมาตั้งแต่ปี 1976” มีคนจำนวนน้อยมากที่จะรู้ว่าข้างในเนินเขาลูกนี้ “เป็นแหล่งสำรองพลังงานที่สำคัญของชาติ” เพราะเกาหลีไม่มีบ่อน้ำมันหรือแหล่งก๊าซธรรมชาติของตนเอง แท็งก์น้ำมันขนาดมหึมาหลายถัง ได้ถูกก่อสร้างขึ้นที่นี่เพื่อเก็บน้ำมันสำรองในการผลิตไฟฟ้าให้แก่กรุงโซลในยามฉุกเฉิน เป็นความลับสุดยอดทางการทหารซึ่งไม่อาจให้ศัตรูล่วงรู้ได้ (ศัตรูในขณะนั้นคือเกาหลีเหนือ ซึ่งยังไม่ได้ยุติสงครามกัน) หลายสิบปีต่อมา แหล่งสำรองพลังงานและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกสร้างขึ้นมาในอีกหลายแห่งทั่วประเทศ เกาหลีใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ราว 22% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ จึงทำให้เกิดเสถียรภาพมากขึ้น
แต่แล้วก็มาถึง “จุดเปลี่ยนที่สำคัญ” เมื่อ “เกาหลีได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2002” จึงต้องเสาะหาสถานที่ก่อสร้างสนามแข่งขันที่ยิ่งใหญ่สมฐานะ และมาสะดุดพื้นที่ว่างเปล่าเชิงเนินเขาในตำบลซองนัม เขตมาโพนี้ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบริเวณพื้นที่ลับสำรองน้ำมันแห่งนี้พอดี
ในเวลานั้นกรุงโซลต้องเลือกระหว่าง “สนามแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 FIFA World Cup กับถังสำรองน้ำมันขนาดมหึมา” ที่สำรองน้ำมันได้รวมกันถึง 67 ล้านลิตร จ่ายไฟฟ้าให้กรุงโซลได้นาน 1 เดือน เพราะตามกฎของฟีฟ่า สนามแข่งขันซึ่งจุผู้ชมได้ราว 6 หมื่นกว่าคนนี้ จะอยู่ใกล้สถานที่เก็บกักวัตถุไวไฟอันตราย เช่น น้ำมัน ไม่ได้ ถึงตรงนี้ “คุณผู้อ่านทราบแล้วใช่ไหมคะ ว่าผู้บริหารกรุงโซลเลือกอะไร” (อ่านต่อฉบับหน้า)







