
ฟ้ากำหนดเป็นสิ้นสุด-ยุติธรรม
ในยุโรปยุคกลาง มีกรรมวิธีตัดสินคดีที่ตัดสินไม่ได้ด้วยการให้ “เทวดาตัดสิน”
ในยุโรปยุคกลาง มีกรรมวิธีตัดสินคดีที่ตัดสินไม่ได้ด้วยการให้ “เทวดาตัดสิน”
แต่เทวดาตัวจริงย่อมไม่ลงมาบนโลกได้ง่ายๆ ในทางปฏิบัติของกรรมวิธีนี้จึงต้องใช้วิธีโลกๆ มาเดาเจตนาเทวดา
เช่น ในอังกฤษ มีบันทึกถึงคดีที่ตัดสินด้วยก้อนเหล็กร้อน โดยพรมน้ำมนต์ใส่มือผู้ต้องหา เอาเหล็กร้อนวางบนมือ แล้วให้เดินประคองเหล็กก้อนนั้นไป 3 ก้าว 8 ก้าว จากนั้นห่อมือทั้งสองไว้ 3 วัน ถ้ามีแผลพุพองหนองเน่าปรากฏขึ้น แสดงว่ากระทำผิดจริง
โหดร้ายและไม่เมกเซนส์เอาซะเลย...
ยังมีอีกหลายวิธีในการเดาเจตนาเทวดา เช่น มัดผู้ต้องหาโยนลงน้ำ หากจมลงน้ำไปนานสองสามนาทีแสดงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากลอยปุดๆ ขึ้นมา ถือว่าผิด
หรือให้ผู้ต้องหาคลำไปที่แผลของศพที่เป็นเหยื่อ หากมีเลือดไหลออกมาแสดงว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าตัวจริง จนถึงวิธีง่ายๆ อย่างยัดขนมปังเข้าปากดูว่าผู้ต้องหาติดคอไหม
ยุคนี้เราย่อมอุทานกันว่างมงาย ความรุนแรงไร้สาระเช่นนี้จะตัดสินความถูกต้องอะไรได้ แต่ความงมงายยุคนั้นก็มีที่ทางของมันอยู่เหมือนกัน
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเทวดาไม่ชอบเรื่องจุกจิกและง่ายเกินไป จะพึ่งเทวดาย่อมต้องไม่ใช่คดีเล็กหรือคดีที่มีหลักฐานชี้ชัดง่ายๆ แต่เป็นคดีใหญ่และยากในเวลาเดียวกัน
เมื่อมีแต่คดียากที่เหลือให้เทวดาตัดสิน วิธีนี้ในยุคนั้นจึงมีประสิทธิภาพพอสมควร
ประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเพราะเทวดายุคนั้นศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะในยุคที่กล้องวงจรปิดไม่มี ตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ การตัดสินด้วยพื้นฐานอันจำกัดก็ผิดพลาดได้พอๆ กับให้เทวดาตัดสินนั่นแหละ (คือไร้ประสิทธิภาพพอๆ กันทั้งคู่)
แต่เพราะใช้คนตัดสินแล้วสังคมรู้สึกไม่ยุติธรรมก็ไม่จบ ส่วนจะไม่ตัดสินก็ไม่ได้ สังคมที่ไหนก็ต้องมีมาตรการตอบสนองความยุติธรรมในใจของคนร่วมสังคมมิฉะนั้นจะกลายเป็นความเครียดสะสมของสังคมโดยรวม
เทวดาที่ทุกคนเชื่อว่ากุมอำนาจสิทธิขาด จึงทำให้ทุกอย่างจบได้แต่โดยดี (ที่สุดแล้วในยุคนั้น)
การให้เทวดาตัดสิน ยังหยิบยื่นเครื่องมือการตรวจสอบให้อีกชิ้น ซึ่งเครื่องมือนั้นคือ “ความเชื่อ”
สมมติผู้ต้องสงสัยมีอยู่ 2 คน ระหว่างคนที่กล้ายื่นมือมารับเหล็กร้อน กับอีกคนที่หน้าถอดสี หรือฉี่ราด อาจพอจะบอกได้ว่าใครกันแน่คือฆาตกรตัวจริง
แน่นอนว่า ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ทั้งสอง “เชื่อ” ในเทวดา หรืออันที่จริงก็คือ คนส่วนใหญ่ในสังคมต้อง “เชื่อ” ว่าเทวดาตัดสินได้จริง
ลึกลงไปอีกชั้น ในกระบวนการนี้นี่แหละที่มนุษย์ตัวกลางระหว่างเทวดาและผู้ต้องหาจะมีโอกาสใช้สิทธิเป็นผู้ตัดสินตัวจริง
เช่น ถ้าผู้ตัดสินเห็นว่าผิดแน่ แต่ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ ก็จัดก้อนเหล็กทั้งร้อนทั้งใหญ่ให้ ส่วนถ้าเห็นว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ ก็หาทางช่วยกันไป ไม่ว่าจะใช้เหล็กก้อนเล็ก ร้อนน้อย หรือทาสีแดงหลอกตาเอา
ที่ว่ามาไม่ได้ใส่ความลอยๆ เพราะในบันทึกยุคนั้นมีบันทึกว่าเด็กสาวบอบบางยังรอดจากการใช้เหล็กร้อนตัดสิน ซึ่งหากไม่เชื่อว่าเทวดาลงมาช่วยจริง ก็ย่อมเหลือแต่มนุษย์เท่านั้นที่รวมหัวสมคบคิดกันเอง
แน่นอนว่า การใช้ความเชื่อพิสูจน์แบบนี้ย่อมเป็นช่องว่างให้ใช้อำนาจช่วยเหลือผู้ต้องหาได้ทั้งโดยสุจริตและทุจริต แต่กระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความงมงายก็ใช่จะไร้ซึ่งช่องว่างนี้ได้ 100% ต่างกันก็แต่ช่องว่างนั้นจะเล็กหรือใหญ่ และเปลี่ยนจากใช้ความเชื่อไปเป็นใช้ความซับซ้อนทางกฎหมายและดุลพินิจเข้ามาช่วยเท่านั้น
และใช่ว่ากระบวนการนี้จะเป็นไปดั่งใจผู้มีอำนาจอยู่ฝ่ายเดียว
ปี 1100 พระเจ้าวิลเลียมที่ 2 แห่งอังกฤษ โกรธเคืองกลุ่มชาวแซกซอน 50 คน ที่ลักลอบมาล่ากวางในอุทยานหลวง พระองค์จึงสั่งลงโทษหนัก แต่เนื่องจากหลักฐานความผิดไม่ชัด พระองค์จึงต้องเอาเข้ากระบวนการเทวดาตัดสิน แต่ปรากฏว่าชาวแซกซอนทั้ง 50 คน กลับรอดหมดอย่างปาฏิหาริย์
พระเจ้าวิลเลียม ยังงง... จากผลที่เกิดขึ้นอาจคาดเดาได้ว่าบาทหลวงที่ตัดสินคดีเห็นพระเจ้าวิลเลียมทำเกินไป จึงยืมมือเทวดามาหาทางลงให้ทุกฝ่าย
และเมื่อผลออกมาเช่นนี้ พระเจ้าวิลเลียมก็ต้องยอมจบ และทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ตัวอย่างทั้งหมด อาจฟังดูห่างไกลจากอุดมคติของความยุติธรรม...
อีกซีกโลกและอีกด้านหนึ่งก็เช่นกัน ปมที่เชื่อว่าลูกชายคนโต (ของภรรยาหลวง) เป็นผู้สืบทอดมรดกและกิจการครอบครัวอันชอบธรรมของวัฒนธรรมจีน ฟังดูแล้วเป็นการสร้างกติกาที่เมื่อคนยุคนี้หยิบมาถกกันทีไร ก็ต้องเห็นด้านที่ไม่แฟร์ไปเสียทุกที
อันที่จริง ราชสำนักจีนริเริ่มกติกานี้มาเนิ่นนานมากกว่า 3,000 ปี และกลายเป็นระบบที่สมบูรณ์และชัดเจนในยุคโจวตะวันตก (1,046-711 ปี ก่อน ค.ศ.) โดยกติกานี้มีไว้ว่ารัชทายาทมิได้เลือกคนที่ดีสุด แต่จะเลือกที่เป็นลูกชายคนแรกที่เกิดจากพระมเหสี (ฮองเฮา, ภรรยาหลวง)
กติกานี้แทรกซึมไปทุกระดับ ตั้งแต่จักรพรรดิจนถึงสามัญชน (ที่มีกิจการและทรัพย์สินให้สืบทอด) ถือเป็นระเบียบที่เชื่อว่าถูกต้องและชอบธรรมดีแล้ว
และจากปัจจัยที่ว่าแผ่นดินและกิจการหลายอย่างในอดีตแบ่งแยกไม่ได้ การแบ่งเฉลี่ยจึงยากกว่าการให้สิทธิขาดตกไปเป็นของคนใดคนหนึ่ง... ซึ่งดูไม่ยุติธรรมเข้าไปใหญ่ในสายตาคนปัจจุบันซึ่งมีกรรมวิธีแบ่งปันทรัพย์สมบัติที่เป็นระบบขึ้น
แล้วทำไมจึงไม่ควรให้กับคนที่มีความสามารถที่สุด ทุ่มเทที่สุด หรือมีคุณธรรมที่สุด หรือแม้แต่ทำตัวน่าชื่นชมที่สุดกัน?
เหตุผลที่อธิบายได้มีร้อยแปด เช่น ในยุคที่สังคมสามารถใช้กำลังเข้ายึดครองทรัพย์สิน ชายย่อมเป็นใหญ่ อีกทั้งในระบบอาวุโสที่จีนวางเอาไว้ ลูกคนโตถูกมองว่าพึงมีวุฒิภาวะและศักดิ์สูงสุด และระบบการแต่งงานในอดีตที่ไม่ได้เน้นความรักและเซ็กซ์เป็นสำคัญ แต่เน้นที่สายสัมพันธ์และอิทธิพลที่เชื่อมโยงกันโดยระบบเครือญาติ ย่อมต้องการหลักประกันการสืบทอดอำนาจที่ชัดเจน
ยังมีอีกเหตุผลที่สำคัญ นั่นคือการให้ฟ้ากำหนดตายตัวก็เป็นไปเพื่อตัดจบปัญหาความขัดแย้ง ไม่ให้ต้องถกเถียง แก่งแย่ง หรือรอลุ้นมรดกกันเกินควร ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสงครามชิงอำนาจ หรือลอบฆ่ากันวุ่นวาย
คนจีนว่าไว้ “กระต่ายกลางถนน ทุกคนย่อมแย่งกันจับ (ไปกิน)” (一兔走衢,万人逐之) แต่ทันใดที่กระต่ายมีเจ้าของแล้ว การแย่งชิงย่อมยุติ... แม้สิ่งที่ตัดสินว่าใครเป็นเจ้าของกระต่ายจะเป็นแค่การทอยลูกเต๋าก็ตาม
ในยุคที่มีทรัพยากรและเทคนิคอันจำกัด ให้สวรรค์กำหนดเจ้าของกระต่าย น่าจะดีกว่าการปล่อยให้ผู้คนยื้อแย่งวุ่นวาย และยิ่งผู้คนร่วมกันเชื่อว่าสวรรค์กำหนดแล้ว ชอบธรรมแล้ว ก็ยิ่งเข้าทางการเปลี่ยนผ่านอย่างสงบ
ธรรมเนียมนี้จึงไม่อาจหาความยุติธรรมได้แท้จริง แต่ด้วยการตั้งเป็นกติกาพื้นฐาน และทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อ ยอมรับในความชอบธรรม และเลิกถกเถียงได้ จึงจะทำให้การรักษาและผ่องถ่ายอำนาจราบรื่น
ซึ่งที่จริงการทำให้เกิดข้อยุติได้ คือหน้าที่ด้านหนึ่งที่ทุกคนมักมองข้ามไปของกระบวนการยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรมมิได้มีอยู่แค่มิติของการหาความจริง หรือสมดุลที่ถูกต้องของโทษและรางวัล แต่ยังมีหน้าที่สร้างข้อตกลงให้ผู้คนในสังคมยินยอมพร้อมใจรับกติกา และเดินต่อไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ตามข้อจำกัดทางเทคนิค และอุดมการณ์ของสังคมแต่ละยุค แต่ละท้องที่
(อันที่จริงสมการที่ว่าความผิดสามารถชดเชยได้ด้วยการถูกกักขัง ถ้าไล่เรียงกันจริงๆ อาจแพ้กฎหมายตาต่อตา ฟันต่อฟัน)
เมื่อสังคมถือในสมการหนึ่งร่วมกันเป็นข้อตัดสินยุติปัญหาได้ สมการนั้นย่อมจะกลายเป็นความยุติธรรมของสังคมนั้นทันที
ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สังคมร่วมกันเชื่อ ร่วมกันสร้าง ตามผลผลิตของสมการแห่งยุค
ความยุติธรรมในปัจจุบันและอนาคตจึงเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อข้อจำกัดและอุดมการณ์เปลี่ยนไป ในขณะเดียวกันเราก็สามารถเข้าใจความยุติธรรมในอดีตได้โดยผ่านการเรียนรู้เงื่อนไขในอดีตเช่นกัน







