
'แบล็กฟรายเดย์'ยังคึก ศึกค้าไม่สะเทือนขาช็อป
เทศกาลช็อปปิ้งโดยเฉพาะวันแบล็กฟรายเดย์ หรือวันจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ของผู้ค้าปลีกในสหรัฐ
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เทศกาลช็อปปิ้งโดยเฉพาะวันแบล็กฟรายเดย์ หรือวันจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ของผู้ค้าปลีกในสหรัฐ นับว่าเป็นเทศกาลสำคัญที่สะท้อนอุตสาหกรรมค้าปลีกและเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งในรัฐบาลสหรัฐยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำสงครามการค้ากับจีนและใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าบางส่วนที่ชาวอเมริกันจับจ่ายใช้สอยในปีนี้ด้วย
ทั้งนี้ สหรัฐเริ่มใช้มาตรการกำแพงภาษีสินค้าจีน 10% ช่วงสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ครอบคลุมสินค้า 5,700 รายการ กระทบสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ เช่น กระเป๋าถือ น้ำหอม กระเป๋าเงิน หมวก และเสื้อผ้าขนสัตว์ เช่นเดียวกับสินค้าเครื่องกีฬา ทั้งถุงมือสกี จักรยาน ถุงมือเบสบอล และถุงกอล์ฟ และยังขู่จะเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% หากไม่สามารถตกลงเรื่องการค้ากับจีนภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี บริษัทที่ปรึกษา คัสโตเมอร์ โกรธ พาร์ตเนอร์ส คาดการณ์ว่ายอดขายสินค้าในวันแบล็กฟรายเดย์ของปีนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.92 แสนล้านบาท) ไม่นับรวมหมวดยานยนต์ น้ำมัน และร้านอาหาร โดยคาดว่าจะยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.98 ล้านล้านบาท) ในวันอาทิตย์ และคาดว่ายอดค้าปลีกช่วงเทศกาลวันหยุดของปีนี้ หรือนับตั้งแต่วันขอบคุณพระเจ้า เมื่อวันพฤหัสบดี จนถึงไซเบอร์มันเดย์ จะสูงกว่าปีที่แล้ว 5.1%
นอกจากนี้ คัสโตเมอร์ โกรธ พาร์ตเนอร์ส คาดการณ์ว่ายอดขายสินค้าในวันที่ 22 ธ.ค. หรือวันเสาร์ก่อนถึงเทศกาลคริสต์มาสจะทะลุ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.59 แสนล้านบาท) สูงกว่ายอดของวันแบล็กฟรายเดย์ด้วย สอดคล้องกับ ไบรอัน คอร์เนลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ทาร์เก็ต ห้างค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ ที่เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมค้าปลีกสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงที่มีบรรยากาศคึกคักที่สุด นับตั้งแต่ทำงานในวงการนี้มา 37 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ อะโดบี อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า ยอดขายทางออนไลน์ในวันขอบคุณพระเจ้าอยู่ที่ 3,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.22 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นยอดสูงสุดทุบสถิติ ขณะที่ยอดขายทางออนไลน์นับถึงเวลา 17.00 น. อยู่ที่ 1,750 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.78 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 29% โดยข้อมูลของอะโดบี วัดจากยอดขายของผู้ค้าปลีกออนไลน์ 80 แห่ง จาก 100 ผู้ค้าปลีกออกไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐ
อะโดบี ระบุด้วยว่า ช่วง 20 วันแรกของเดือน พ.ย. ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยทางออนไลน์ไปแล้ว 3.19 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.05 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ยอดขายทางออนไลน์ภายในวันเดียวมีการแตะหลัก 2,000 ล้านดอลลาร์ (6.61 หมื่นล้านบาท) ซึ่งก็คือวันจันทร์ที่ผ่านมา และยอดใช้จ่ายทางออนไลน์ในวันพุธอยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.94 หมื่นล้านบาท)
ด้านบริษัทที่ปรึกษา ดีลอยต์ เปิดเผยว่า ผู้บริโภคระดับครัวเรือนในสหรัฐวางแผนใช้จ่ายเฉลี่ย 1,536 ดอลลาร์ (ราว 5.07 หมื่นบาท) สูงกว่าการสำรวจของปีที่แล้ว 25% เนื่องจากมีความมั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐและสถานการณ์เงินในครัวเรือนดีขึ้น โดยผลสำรวจยังพบว่าครัวเรือนประมาณ 40% มีแผนจะใช้จ่ายกับความบันเทิง เช่น ความบันเทิงภายในบ้าน ส่วนของขวัญ และบัตรอวยพรอยู่ที่ 34%
ขณะที่สหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐคาดการณ์ว่าผู้บริโภคราว 164 ล้านคน จะเข้าร่วมเทศกาลช็อปปิ้งของปีนี้ ซึ่งยังเท่ากับยอดผู้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว โดยผู้บริโภคราว 71% วางแผนใช้จ่ายในวันแบล็กฟรายเดย์เป็นสัดส่วนสูงที่สุด
กำแพงภาษียังไม่กระทบ
ริค เฮลเฟนไบน์ ประธานสมาคมเสื้อผ้าและรองเท้าอเมริกัน เปิดเผยว่า ผู้บริโภคยังได้ซื้อสินค้าในราคาเท่าเดิม สำหรับช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าของปีนี้ เนื่องจากผู้นำเข้าในสหรัฐได้จ่ายภาษีนำเข้าตั้งแต่ก่อนเริ่มบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษี และสินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายในวันแบล็กฟรายเดย์ก็มีการตั้งราคาไว้ก่อนแล้ว
อย่างไรก็ดี เฮลเฟนไบน์ เตือนว่าราคาสินค้าอาจปรับตัวขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือเดือน มิ.ย.-ส.ค.ของปีหน้า สอดคล้องกับ คริสโตเฟอร์ เชเกอร์ นักวิเคราะห์ด้านกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และหุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา อาร์เอสเอ็ม กล่าว เมื่อสหรัฐเพิ่มกำแพงภาษีสินค้าจีน จากอัตรา 10% เป็น 25% ผู้บริโภคจะต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นไปอีก
ขณะที่ ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่ง เช่น วอลมาร์ทและทาร์เก็ตก็ได้ส่งสัญญาณเตือนว่ากำแพงภาษีอาจส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น
จับตาทรัมป์ขู่ภาษีจีนเพิ่ม
ทั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ยังได้ขู่ว่าอาจตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนรอบใหม่ วงเงิน 2.67 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8.82 ล้านล้านบาท) หากไม่สามารถตกลงการค้ากับจีน ซึ่งกำแพงภาษีรอบใหม่จะครอบคลุมถึงสินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐทั้งหมด และจะมีผลกระทบสินค้าอุปโภคบริโภคที่มาจากจีนยิ่งขึ้น เช่น โทรทัศน์ แอปเปิ้ลวอตช์ แอร์พอด และฟิตบิต
เฮลเฟนไบน์ ระบุว่า สินค้าเสื้อผ้าที่มาจากจีนยังไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีที่บังคับใช้ไปแล้วมากนัก แต่ระบุว่ามาตรการกำแพงภาษีรอบใหม่จะมีผลกระทบรุนแรง เนื่องจากปัจจุบันสินค้าเสื้อผ้าที่สหรัฐนำเข้าเป็นการนำเข้าจากจีน 41% เช่นเดียวกับการนำเข้าเครื่องแต่งกายที่พึ่งจีน 80% และ 73% สำหรับรองเท้า







