
กำลังซื้อฐานราก คาดฟื้นปลายปี
วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน
วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า กำลังซื้อของกลุ่มฐานรากในช่วงปลายปีนี้ คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดในช่วง 2-3 เดือนนี้ มีราคาดีขึ้น โดยเฉพาะข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูกาลผลิตนาปี 2561/2562 ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางพื้นที่สามารถขายข้าวเปลือกหอมมะลิได้ถึง 1.8 หมื่นบาท/ตัน โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5-1.8 หมื่นบาท/ตัน
ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีนี้ราคาสูงขึ้นเช่นกัน ล่าสุดอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 10.20 บาท และราคาหัวมันสำปะหลังสดยังอยู่ในระดับที่ดีอยู่ โดยราคาอยู่ที่ กก.ละ 2.90 บาท
ทั้งนี้ ประเมินว่ามีเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตรทั้ง 3 ชนิด ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน หรือเฉลี่ยครอบครัวละ 4 คน ดังนั้นคาดว่า 16 ล้านคนที่อยู่ในภาคสินค้าเกษตรทั้ง 3 รายการ จะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น สามารถนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอยจากการขายสินค้าเกษตรได้ราคาดี กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปีนี้ได้
ด้านสินค้าเกษตรที่มีปัญหาราคาตกต่ำ เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะนี้รัฐบาลกำลังหามาตรการแก้ไขปัญหาใหักับเกษตรกรอยู่ โดยในส่วนของปาล์มน้ำมันล่าสุด ครม.ได้ให้กระทรวงพลังงานรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 1.6 แสนตัน เพื่อดึงน้ำมันปาล์มออกจากสต๊อกให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว หากรวมกับการผลักดันใช้น้ำมันปาล์มทำ บี20 จะช่วยดึงน้ำมันปาล์มออกจากสต๊อกได้เพิ่มรวมน่าจะ 2 แสนตัน คาดว่าจะทำให้ราคาผลปาล์มปรับตัวสูงขึ้นได้
สำหรับแนวโน้มราคาสินค้าขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการสินค้ารายการใดยื่นขอปรับราคาเข้ามายังกรม แต่หากมีการยื่นขอปรับราคาสินค้าเข้ามา กรมก็ไม่อนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคา เพราะหากดูสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่มีเหตุผลที่จะให้ปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะการใช้ต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงอ้างขอปรับราคาสินค้า เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีทิศทางลดลง เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลงมาประมาณอยู่ที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แล้ว
“ตอนนี้ไม่มีแรงกดดันเรื่องต้นทุนสินค้าให้ปรับตัวสูงขึ้น จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีสินค้าขอปรับราคาเข้ามา แต่หากมีก็คงไม่พิจารณาให้ปรับราคาขึ้น เพราะไม่มีเหตุผลต่อการปรับราคา เนื่องจากต้นทุนหลายส่วนๆ ปรับลดลงไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนขนส่ง ราคาวัตถุดิบต่างๆ ไม่ได้ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ไข่ไก่ ผัก เนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารสำเร็จรูปมีราคาลดลง ดังนั้นสถานการณ์สินค้าขณะนี้จึงไม่ใช่จังหวะที่จะขอปรับราคา” วิชัย กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในได้วิเคราะห์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เบื้องต้นพบว่า หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 0.0002-0.0085% โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบต่ำสุดคือ ถุงพลาสติก เพราะมีน้ำหนักการบรรทุกน้อย และใช้พื้นที่ในการขนส่งน้อย ส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ปูนซีเมนต์ เพราะมีน้ำหนักในการบรรทุกมาก และใช้พื้นที่ในการบรรทุกมาก
ด้านการจัดอันดับความสำคัญสินค้าที่อยู่ในความดูแลของกรมการค้าภายใน 205 รายการ ประจำเดือน ต.ค. 2561 พบว่า มีสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวเป็นพิเศษ (SL) จำนวน 27 รายการ โดยจะติดตามราคาและภาวะเป็นประจำทุกวัน เช่น ไข่ไก่ อาหารปรุงสำเร็จ ข้าวสารบรรจุถุง น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมผง นมสด สบู่/สบู่เหลว ยางรถยนต์ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ก๊าซแอลพีจีหุงต้ม ก๊าซแอลพีจีรถยนต์ ปุ๋ยเคมี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เป็นต้น ส่วนสินค้าที่อยู่บัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ติดตามภาวะราคาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มี 10 รายการ เช่น แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก กะทิบรรจุภาชนะปิดผนึก เป็นต้น







