
เอดีบีชี้ศึกค้าเดือด ฉุดศก.ชาติอาเซียน
เอดีบีเตือนสงครามการค้าฉุดส่งออก ด้าน เบน แอนด์ โค
เอดีบีเตือนสงครามการค้าฉุดส่งออก ด้าน เบน แอนด์ โค คาดอาเซียนได้อานิสงส์ในระยะยาว
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.5% ในไตรมาส 3 ลดลงจาก 5.5% เมื่อปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจีนและสหรัฐ
ทั้งนี้ สำหรับไทยนั้น เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวอยู่ที่ 3.3% ชะลอตัวจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ขยายตัว 4.9% และ 4.6% ตามลำดับ ทำให้ 9 เดือนแรกของปีนี้ จีดีพีขยายตัว 4.3% และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตที่ 4.2%
“เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้านี้ อุปสงค์ภายนอกที่หนุนการส่งออกของไทย จึงคาดว่าจะเริ่มอ่อนแรงลง หากความขัดแย้งระหว่างสองชาติทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จะยิ่งกระทบต่อดีมานด์สินค้าขั้นกลางของไทยที่ส่งออกไปยังจีน” บริษัทวิจัย แคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุ
ขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัว 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ ลดลงจาก 4.1% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการผลิตชะลอตัวลง โดยสิงคโปร์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัว 1.5-3.5% ในปี 2562 จากคาดการณ์ปีนี้ที่ 3-3.5%
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เปิดเผยว่า มีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและบรรดาประเทศคู่ค้าจะทวีความตึงเครียดขึ้น ซึ่งจะฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
ด้านเศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 5.17% ในไตรมาส 3 จาก 5.27% ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการส่งออกปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจมาเลเซียที่ลดลงติดต่อกัน 4 ไตรมาส มาอยู่ที่ 4.4% ในไตรมาสที่ผ่านมา จาก 4.5% ในไตรมาส 2
อย่างไรก็ดี บริษัทที่ปรึกษา เบน แอนด์ โค เปิดเผยว่า แม้ในระยะสั้นบรรดาชาติอาเซียนจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่เมื่อมองระยะยาวแล้ว ชาติอาเซียนจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของเอกชนหลายแห่งในภาคการผลิต และอาเซียนอาจจะกลายเป็นตัวเลือกด้านซัพพลายเชนแทนที่จีน
ขณะเดียวกัน นายซาทิช ชันการ์ หุ้นส่วนบริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเบน แอนด์ โค เสริมว่า แม้สงครามการค้าอาจลดความดุเดือดลงในอนาคต แต่เอกชนก็ยังจะพยายาม หรือย้ายซัพพลายเชนบางส่วนมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ดี
นายชันการ์ ระบุว่า เหตุผลแรกคือ เอกชนได้เริ่มกระบวนการย้ายซัพพลายเชนมาแล้ว และเอกชนที่มีซัพพลายเชนในเวียดนามและไทยก็มีเสียงตอบรับที่ดี ส่วนเหตุผลที่สอง คือ การสร้างความหลากหลายให้กับซัพพลายเชนจะเป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้







