
ไบโอเทค พัฒนา ‘พันธุ์ข้าวเหนียวหอม’ ‘น่าน59’ ต้านโรค-ทนการหักล้ม
ภาคการเกษตรเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยมีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 1 ใน 3 ของประเทศ
โดย อาทิตย์ ลมูลปลั่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ภาคการเกษตรเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยมีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 1 ใน 3 ของประเทศ ความได้เปรียบที่ประเทศไทยมีทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญอันดับต้นๆ ของโลกนั้น มีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ โดยต้องอาศัยระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า หรือการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือการประยุกต์ใช้งาน และแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร เพื่อทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และหน่วยงานภายใต้ที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจชีวภาพโดยใช้องค์ความรู้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพและผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นของประเทศไทย ที่มีทรัพยากรชีวภาพที่เข้มแข็งเช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีความต้านทานต่อโรคหรือการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ธาตุอาหารสูงตอบรับตลาดสุขภาพ
โดยล่าสุด ไบโอเทค สวทช.นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.น่าน ชมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน 59” สายพันธุ์ดังกล่าวพัฒนาต่อยอดมาจากสายพันธุ์ กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ซึ่งไบโอเทค สวทช.ได้พัฒนาพันธุ์ดังกล่าวให้มีความต้านทานโรคไหม้กว้างขึ้นและมีกลิ่นหอม แต่ยังคงลักษณะต้นเตี้ยและให้ผลผลิตต่อไร่สูง ตอบโจทย์การผลิตในยุคแรงงานด้านเกษตรหายากและค่าจ้างแรงงานด้านการเกษตรสูง การลงพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นการขยายผลการดำเนินงานของไบโอเทค โดยเครือข่ายเกษตรกร จัดกิจกรรม “วันเกษตรกรระดับเครือข่าย (Field Day)” เพื่อเชิญชวนเกษตรกรบริเวณใกล้เคียง หน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมไปถึงกลุ่มผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ มาเยี่ยมชมประเมินสายพันธุ์ข้าวใหม่ “น่าน 59” ร่วมกัน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกอยู่แล้วในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย
สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดยหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว (หน่วยงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และไบโอเทค) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีด้านโมเลกุลเครื่องหมายในการคัดเลือกและจำแนกสายพันธุ์ข้าว ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในงานวิจัยด้านจีโนม ชีวสารสนเทศ และการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอันนำไปสู่การผลิตข้าวที่ยั่งยืนของประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเน้นการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวของประเทศไทยให้มีคุณภาพดี ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโต เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ดินเค็ม ดินกรด ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมาได้มีการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวมาแล้วมากมาย อาทิ ข้าวหอมชลสิทธิ์ทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวพันธุ์ กข 51 ทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวพันธุ์ กข 18 ต้านทานโรคไหม้ ข้าวเหนียวพันธุ์ธัญสิริน ข้าวเหนียว กข 6 ต้นเตี้ยต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เป็นต้น โดยการพัฒนาพันธุ์ข้าว หน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าวได้ทำงานร่วมมือทั้งกับกรมการข้าว และมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนในแง่ของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเอง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในแง่ของการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง
ด้าน สินธ์ พรหมพิชัย ประธานเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ พันธุ์ดีจังหวัดน่าน กล่าวว่า เครือข่ายฯ เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใน จ.น่าน ทั้งหมด 11 เครือข่ายโดยมีมูลนิธิฮักเมืองน่านเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานร่วมกับทางไบโอเทค สวทช. คือ ที่ จ.น่าน เกิดการระบาดของโรคใบไหม้อย่างรุนแรง ทำให้เกษตรกรต้องการข้าวที่มีความต้านทานต่อโรคใบไหม้ จนกระทั่งทางเครือข่ายฯ ได้รับพันธุ์ข้าวจากไบโอเทค สวทช. ที่มีคุณสมบัติในการต้านทานโรคไหม้ และมีคุณภาพของการกินเท่าเทียมกับพันธุ์ กข 6 จำนวน 25 สายพันธุ์ และมีการนำมาทดลองปลูกและคัดเลือกพันธุ์โดยเกษตรกร จนกระทั่งเกิดเป็นพันธุ์ข้าว “ธัญสิริน”ซึ่งเป็นชื่อพันธุ์ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อมา สวทช.ได้มีการสนับสนุนสายพันธุ์ข้าว กข 6 ต้นเตี้ยต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อยกระดับการผลิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มฯซึ่ง จ.น่าน เป็นกลุ่มแรกๆ ในการผลิตเมล็ดพันธุ์กข 6 ต้นเตี้ยฯ และได้มีการนำไปปลูกแพร่หลายในหลากหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี ต้านทานโรคและไม่หักล้มง่าย
“ต่อมาในปี พศ 2559 กลุ่มได้รับสายพันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 ต้นเตี้ยฯ ใหม่ จำนวน 20 สายพันธุ์ไปปลูกทดสอบในพื้นที่ จ.น่าน เปรียบเทียบกับพันธุ์ข้าวในพื้นที่ (พันธุ์ซิวแดง พันธุ์ธัญสิริน พันธุ์หอมทอง พันธุ์ก่ำเหนียว พันธุ์ก่ำเจ้า พันธุ์แม่โจ้ กข 6 และพันธุ์ กข 18) โดยเกษตรกรมีการดำเนินงานใน 10 พื้นที่ คัดเลือกได้ 3 สายพันธุ์ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอายุการออกดอกใกล้เคียงกับ กข 6 ดั้งเดิม มีการจัดประเมินคุณภาพเมล็ดทางกายภาพและการกิน โดยมีทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมกันประเมินคัดเลือกได้2 สายพันธุ์คือ เบอร์ 17 เบอร์ 18 และให้ชื่อว่า น่าน 59” สินธ์ กล่าว
บุญรัตน์ จงดี หัวหน้าโครงการการพัฒนาศักยภาพการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวทช. บอกว่า ข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน 59” พัฒนามาจากข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อให้มีความต้านทานโรคไหม้กว้างขึ้นและมีความหอม โดยยังคงลักษณะต้นเตี้ยไว้ ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยข้าวพันธุ์น่าน 59 สามารถต้านทานโรคไหม้แบบกว้างกับเชื้อทุกกลุ่มในประเทศไทย ต้านทานเชื้อโรคขอบใบแห้งจำนวน 11 กลุ่ม จากทั้งหมด 13 กลุ่ม มีความสูงประมาณ 110 เซนติเมตร ลำต้นแข็ง ไม่หักล้ม สามารถทนทานต่อแรงลม เนื่องจากมีขนาดลำต้นเตี้ย สามารถใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวแทนการใช้แรงงานคน ข้าวแตกกอดี ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 600-700 กิโลกรัม/ไร่ และในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตกว่า 1,000 กิโลกรัม/ไร่ เมล็ดข้าวเรียว หลังขัดสีไม่แตกหัก มีคุณภาพการหุงต้มดีและมีความหอม นอกจากนี้ยังมีความเหนียวนุ่มคล้ายข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ จ.น่าน ได้ทดลองปลูกและได้ผลผลิตดี ทั้งนี้เป็นการลดการจ้างแรงงานด้านเกษตรที่เริ่มหายาก ได้พันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์เกษตรกรสร้างความเข้มแข็งด้านรายได้
นับเป็นการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว ตอบโจทย์ความต้องการการแก้ปัญหาโรคในพันธุ์ข้าว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคสินค้าที่ได้คุณภาพ ด้วยการวิจัยและพัฒนาที่ทันสมัยพัฒนาภาคการเกษตรของไทยสู่ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ ที่มีความมั่นคงทางอาหารสู่ความยั่งยืนในฐานทรัพยากรชีวภาพของไทยต่อไป







