
ทิศทางการศึกษาไทยในยุคโลกป่วน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมนำเสนอในวงสัมมนาวิชาการ
โดย หมุนตามโลก ดร.ไกรยส ภัทราวาท
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมนำเสนอในวงสัมมนาวิชาการ จัดโดยสมาคมศิษย์เก่า London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธปท. โดยมี Dame Minouche Shafikผู้อำนวยการ LSE ได้ให้เกียรติเดินทางมาแสดงปาฐกถาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในหัวข้อ Disruption and Education : Challenges, Dynamics, Way Forward
ผู้อำนวยการ LSE ได้นำเสนอภาพอนาคต “โลกป่วน” ไว้อย่างน่าสนใจว่า ภายในปี 2030 งานที่เคยใช้คนมากกว่า 375 ล้านคน จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี เช่น Automation และ Artificial Intelligence และนักเรียนที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาในวันนี้กว่าร้อยละ 65 จะต้องไปทำงานที่ยังไม่เคยมีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้น อัตราการเปลี่ยนงานในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 20 ตำแหน่งงาน ตลอดชีวิตการทำงาน โดยประชากรที่จะได้รับผลกระทบสูงสุด คือ ประชากรที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีทักษะที่สามารถแทนที่ได้ง่ายโดยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่รวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้ หากไม่ได้รับการวางแผนและจัดการที่ดีย่อมส่งผลให้เกิดวิกฤตการทางการเมืองและสังคมได้ ดังตัวอย่างเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่รัฐบาลประชานิยมได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในระดับนานาชาติ
เธอเสนอว่าทุกประเทศควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูป “หลักสูตร” และ “ครู” หลายประเทศยังคงใช้หลักสูตรแบบเก่าที่เน้นให้เด็กท่องจำเพื่อไปสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์และเสียเวลาของทุกฝ่าย ในโลกยุคนี้เราต้องการหลักสูตรที่กระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดเชิงวิเคราะห์และรู้จักการทำงานเป็นทีม และหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการจัดการะบบการศึกษาล้วนแต่ให้ความสำคัญกับครู เช่น ในสิงคโปร์และฟินแลนด์ ครูจะต้องมีคุณภาพและได้รับค่าตอบแทนสูง
ผู้อำนวยการ LSE ชี้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาโลกป่วนนี้ต้องเริ่มจากการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อการเตรียมความพร้อมกำลังคนของประเทศสู่อนาคตใน 3 กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่
1.การลงทุนเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยตั้งแต่ในระดับปฐมวัย ซึ่งถือเป็นมาตรการป้องกันก่อนที่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเกิดขึ้น (Predistribution Investment) ที่จะช่วยให้ประชากรรุ่นใหม่ของครอบครัวที่มีรายได้น้อยมีโอกาสเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ให้ทุนพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนเริ่มศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา และใช้คืนกลับผ่านระบบภาษีรายได้ในอนาคต ประสบการณ์ที่ได้ผ่านกระบวนการนี้จะช่วยให้การลงทุนในระดับอุดมศึกษาของเยาวชนเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในหลายมิติ
3.มาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่บริษัทที่ลงทุนพัฒนาทักษะอาชีพใหม่ๆ ให้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้นายจ้างมีแรงจูงใจในการลงทุนพัฒนาลูกจ้างเดิมแทนที่จะให้ออกและจ้างคนใหม่รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ว่างงานให้มีงานทำโดยเร็วภายใน 1 ปีหลังออกจากงาน เพื่อป้องกันปัญหาการว่างงานที่จะลดหย่อนสมรรถนะการทำงานของกำลังคนในระยะยาว
สำหรับผมนั้นเห็นว่า “ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรอบด้านนี้ได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาการศึกษาปฐมวัย และการแก้ไขปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพราะมีเด็กจำนวนมากที่เข้าเรียนช้ากว่าที่ควรจะเป็น เราทุ่มเทกับการค้นหาเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเหล่านี้ พร้อมกับหาคำตอบว่าครอบครัวและเด็กต้องการการสนับสนุนอะไรบ้างเพื่อที่เด็กจะได้เข้าเรียนจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพทุกคน”
ข้อเสนอของผู้อำนวยการ LSE นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเด็นความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบายต่อความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุดของประเทศ หรือกลุ่ม “Bottom 40” เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และข้อเสนอการปฏิรูปการลงทุนด้านการศึกษาก่อนจะเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ (Predistribution Policy) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างเสมอภาค (Equity-Based Budgeting) คือกุญแจที่จะนำพาประเทศไทยให้เดินทางผ่านยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ รัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพของประชากร 40 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรายได้ต่ำสุดกลุ่มนี้ เพื่อผลักดันให้พวกเขาได้รับโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility) ออกจากกับดักความยากจน และเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในโลกที่ปั่นป่วนในอนาคต
แต่ความท้าทายของระบบการศึกษาในยุคโลกป่วนไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ที่กำลังถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ อีกทั้งยังมีงานใหม่ๆ ที่ต้องการชุดทักษะใหม่ๆ (Skill Set) เกิดขึ้นมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งคำถามที่ท้าทายทุกฝ่ายในวงการการศึกษาโลกวันนี้คือการศึกษาและการเรียนรู้แห่งอนาคตคืออะไร? ลูกหลานของเราจะเรียนรู้อะไรในอีก 50 ปีข้างหน้า? “ทุกวันนี้ไม่ว่าไปที่ไหนเราจะพบแต่ความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือห้างสรรพสินค้า ล้วนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่สถานที่หนึ่งที่แทบไม่เปลี่ยนไปเลยคือโรงเรียนและห้องเรียน โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
“ถึงเวลาที่เราจะต้องทบทวนอย่างจริงจังว่าการศึกษาและการเรียนรู้แบบไหนที่เราต้องการ”







