
‘แก้มลิงหนองใหญ่’ บันดาลใจชาวชุมพร
ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
โดย อนัญญา มูลเพ็ญ
ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในฐานะต้นแบบ หนึ่งในนั้นคือโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ตามแนวพระราชดำริ จ.ชุมพร หรือ “แก้มลิงหนองใหญ่”
โครงการแก้มลิงหนองใหญ่ เกิดขึ้นเนื่องมาจากพื้นที่ อ.เมืองชุมพร และอำเภอใกล้เคียง ได้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอยู่เป็นประจำทุกปี โดยเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ได้สร้างความสูญเสียมากที่สุดคือการเข้าถล่มของพายุไต้ฝุ่นเกย์ในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.ชุมพร และบางอำเภอของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในเดือน ส.ค. 2532 ครั้งนั้นได้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
หลังจากนั้นชุมพรยังคงประสบภัยพิบัติหลายครั้ง กระทั่งช่วงปี 2536-2540 กรมชลประทานดำเนินการขุดคลองเพื่อใช้ในการระบายน้ำจากแม่น้ำท่าตะเภา โดยเริ่มต้นที่บ้านหัววังและไปสิ้นสุดที่อ่าวพนังตัก ซึ่งเป็นจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย (ที่มาของชื่อคลองหัววัง-พนังตัก) ความยาว 8,900 เมตร แต่การขุดคลองยังเหลือระยะทางอีก 1,460 เมตร เพราะต้องรองบประมาณถัดไปในปี 2540 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทราบถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเข้ามายัง จ.ชุมพร จึงมีพระราชดำริให้เร่งรัดขุดคลองหัววัง-พนังตัก ที่ค้างอยู่ให้เสร็จภายใน 1 เดือน โดยพระราชทานทุนจากมูลนิธิชัยพัฒนาและมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ให้เข้าไปดำเนินการก่อน จากนั้นกรมชลประทานเร่งขุดคลองจนแล้วเสร็จ เริ่มระบายน้ำได้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. 2540 ก่อนพายุลินดาเคลื่อนตัวเข้าชุมพรเพียง 1 วัน
ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดโครงการในปี 2541 ทรงมีพระราชดำริเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้ยั่งยืน จึงให้ขุดลอกแก้มลิงหนองใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำ ขุดคลองละมุให้เชื่อมกับคลองท่าแซะ พร้อมกับติดตั้งประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ ติดตั้งระบบเตือนภัยที่คลองท่าแซะ นับแต่นั้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี ชาวเมืองชุมพรไม่ประสบภัยน้ำท่วมอีกเลย
ปัจจุบันโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ไม่เพียงเป็นพื้นที่บริหารจัดการน้ำดูแลชาวชุมพร แต่ยังเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว พักผ่อน แหล่งศึกษาเรียนรู้ศาสตร์พระราชา
“วิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์” ผวจ.ชุมพร กล่าวว่า โครงการพัฒนาหนองใหญ่เป็นพื้นที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ในระยะเวลากว่า 20 ปี สิ่งปลูกสร้างอาคารต่างๆ ภายในโครงการมีความทรุดโทรม ทางจังหวัดพร้อมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนได้ร่วมกันเข้าไปปรับปรุงพื้นที่ โดยเฉพาะส่วนของพื้นที่เรียนรู้ศาสตร์พระราชา ปรับปรุงภูมิทัศน์ของแหล่งน้ำ โดยเฉพาะสะพานไม้เคี่ยมอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวภายในโครงการ
พ่อเมืองชุมพร เล่าว่า ส่วนตัวเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรได้ไม่นาน แต่ได้ฟังเรื่องราวของโครงการหนองใหญ่ ความผูกพันของชาวชุมพรกับสถานที่สำคัญแห่งนี้มามากมาย โดยผู้คนยังคงเล่าสืบต่อกันมาว่า ในครั้งดำเนินโครงการพัฒนาหนองใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาติดตามงานด้วยพระองค์เอง บางวันทรงงานจนดึกดื่นจนโครงการออกมาสำเร็จได้เปิดใช้งานก่อนพายุใหญ่จะเข้าชุมพรในปี 2540 และรอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ แผนงานของ จ.ชุมพร ไม่เพียงแต่พัฒนาให้โครงการนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ ศาสตร์พระราชาแต่จะมีการขยายผลศาสตร์พระราชาออกไปให้ปรากฏผลกับชีวิตประชาชนมากยิ่งขึ้น
“ชุมพรเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่ยังขาดการนำศาสตร์พระราชาเข้ามาปรับใช้ เกษตรกรยังปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งการจะเปลี่ยนแปลงได้คงต้องเปลี่ยนที่ทัศนคติ ทางจังหวัดจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าไปปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำเกษตรของเกษตรกรที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีลักษณะการเปิดรับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านกลไกต่างๆ ดึงให้เขาไปเห็นกลุ่มที่เป็น Best Practice และเห็นว่าเขาเองก็สามารถเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ได้” วิบูลย์ กล่าว
ผวจ.ชุมพร กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้ต่อหัวของคนชุมพรอยู่ที่ 1.68 แสนบาท/คน/ปี ยังต่ำกว่าระดับเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศที่ 2.1 แสนบาท/คน/ปี รายได้ส่วนใหญ่คือ 45% มาจากภาคเกษตร แต่รองลงมาคือ 42% มาจากการท่องเที่ยว ส่วนอีก 13% มาจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนของการท่องเที่ยวนั้นสามารถผลักดันให้สูงขึ้นกว่านี้ได้ และจะเป็นกลไกให้สามารถกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้มาก
ชุมพรมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีศักยภาพจำนวนมากทั้งทะเลและภูเขา โดยการส่งเสริมและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นนี้ ทางจังหวัดจะยังคงจุดขายและเอกลักษณ์คือการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เงียบสงบ ไม่เหมือนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในจังหวัดท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งเสน่ห์ลักษณะนี้สามารถดึงดูดกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่กำลังซื้อสูงเดินทางมาท่องเที่ยวหลายรายและพักอยู่ระยะยาว
การพัฒนาการท่องเที่ยวจะยืนอยู่บนฐานของความพอประมาณ คือไม่มุ่งดึงนักท่องเที่ยวในเชิงปริมาณมากจนเกินไป เพราะปริมาณที่มากอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของคนในพื้นที่ ความปลอดภัย การรักษาสิ่งแวดล้อม การชูวิถีชีวิตของท้องถิ่นขึ้นมาเป็นจุดขาย ซึ่งตัวอย่างของการท่องเที่ยวลักษณะนี้ที่กำลังประสบความสำเร็จมากคือในพื้นที่เกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน ที่ทั้งเกาะมีที่พักเป็นโฮมสเตย์ให้พักเพียง 50 หลังคาเรือน ปัจจุบันที่พักเต็มตลอดทั้งปี และจุดขายของที่นี่คือวิถีชีวิตของคนในชุมชน
“การพัฒนาชุมพรจะเดินตามแนวทางของศาสตร์พระราชา ในภาคเกษตรต้องนำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เข้าไปถึงเกษตรกรมากยิ่งขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวเน้นส่งเสริมให้เป็นกลไกเพิ่มรายได้ ของประชาชนและเกิดความยั่งยืนไปพร้อมกัน” วิบูลย์ กล่าว







