
‘เพชรรัตน์ สินอวย’ คนไทยต้องมีงานทำ
ความหวังอันสูงสุดของข้าราชการ ทุกคนต้องตอบเป็นเสียงเดียวกัน
โดย ปริญญา ชูเลขา
ความหวังอันสูงสุดของข้าราชการ ทุกคนต้องตอบเป็นเสียงเดียวกัน คือ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตำแหน่ง ปลัดกระทรวง หรืออธิบดี คือ ความฝันอันสูงสุดของการรับราชการ แต่สำหรับ “เพชรรัตน์สินอวย” เธอบอกว่าแค่ได้ “สายสะพาย” หรือตำแหน่งข้าราชการระดับ 9 ก็เพียงพอแล้วในชีวิตการทำงานราชการเพื่อรับใช้พี่น้องผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่เมื่อได้ก้าวขึ้นเป็น อธิบดี ถือว่าฝันเกินเอื้อมและเกินความคาดหวังจริงๆ
ด้วยดีกรีความเป็นลูกหม้อรับราชการกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย สมัยนั้น “เพชรรัตน์” รับราชการครั้งแรกในกองคุ้มครองแรงงาน ด้วยประสบการณ์งานบริหารงาน ประกอบกับความรู้ความสามารถที่รู้ลึกรู้จริงด้านยุทธศาสตร์ นโยบายและแผน ทั้งในระดับกรม หรือกระทรวงแรงงาน จึงได้รับความไว้วางใจจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ให้มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางานคนใหม่ ที่วางเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน คือ “คนไทยต้องมีงานทำ”
“คนไทยต้องมีงานทำคือเรื่องสำคัญอันดับแรก โดยเฉลี่ยแม้ว่าคนไทยว่างงานแค่ 1% ประเทศไทยมีอัตราว่างงานเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ที่น่าห่วง คือรายได้เฉลี่ยของคนไทยส่วนใหญ่ยังน้อยอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ ดังนั้นการส่งเสริมการมีงานทำหรืออาชีพเสริม คือ นโยบายสำคัญที่สุดของกรมการจัดหางาน” เพชรรัตน์ กล่าว
เธอ บอกว่า ภารกิจที่จะทำอันดับแรก คือ นโยบายเชิงรุกในการสร้างภาคีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการให้คำแนะนำแนะแนวอาชีพแก่เด็กเยาวชนนักเรียนหรือนักศึกษาในทุกระดับตั้งแต่ประถมจนถึงอุดมศึกษา เพื่อค้นหาและส่งเสริมสนับสนุนเด็กนักเรียนนักศึกษาที่เริ่มฉายแววความรู้ความสามารถหรือทักษะได้ประกอบอาชีพหรือได้มีงานทำที่ตัวเองถนัดที่สุด ด้วยการเข้าไปทดสอบความถนัดและทักษะเด็กว่าฉายแววด้านอาชีพใดเพื่อให้เด็กได้เรียนในสายวิชาชีพที่ตรงกับทักษะและความถนัดตัวเอง
อีกภารกิจที่สำคัญ คือ มุ่งให้ความสำคัญคนไทยต้องมีงานทำในประเทศ ด้วยนโยบายจับคู่งานระหว่างผู้ประกอบการกับแรงงาน โดยจะทำให้แรงงานที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือภายหลังการได้รับคำปรึกษาแนะนำจากกรมการจัดหางาน โดยกรมจะทำตัวเป็น “เซลส์แมน” ประสานงานเรื่องตำแหน่งงานต่อสถานประกอบการ เป้าหมาย คือ เพื่อเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการกับแรงงานได้มีงานทำโดยเร็ว ถือเป็นการทำงานเชิงรุกในการทำให้คนไทยได้มีงานทำโดยเร็ว
“กรมการจัดหางานจะขอเป็นเซลส์แมน ผ่านการบริหารจัดการตลาดแรงงานให้เกิดความสมดุล คือ ผู้ประกอบการไม่ขาดแคลนแรงงาน เพราะทันทีที่ผู้ประกอบการแจ้งตำแหน่งว่างแก่กรมการจัดหางาน เราก็สามารถจัดหาให้ได้ทันที เพราะนิยามของการแคลนแรงงาน คือ นายจ้างไม่สามารถหาคนงานได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป” เพชรรัตน์ กล่าว
นโยบายเชิงรุกอีกเรื่อง คือ การบูรณาการกับหน่วยงานของกระทรวงแรงงาน อาทิ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่จะเข้าไปพัฒนาฝีมือและทักษะแรงงานแก่เด็กนักเรียนนักศึกษา ก่อนจะเรียนจบออกมาสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานและเตรียมความพร้อมด้านนิสัยอุตสาหกรรม และระเบียบวินัยในการทำงาน ตัวอย่างเช่น อาชีพช่างฝีมือช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ต้องมีระเบียบวินัยด้านการทำงานในการเก็บวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ เป้าหมายการทำงาน คือ ต้องการให้ผู้ประกอบการได้แรงงานที่ดีมีคุณภาพจากผ่านการทดสอบและได้รับใบรับรอง นับเป็นการบูรณาการการทำงานภายในกระทรวง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการ
อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การทำให้คนไทยมีงานทำในต่างประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญของ พล.ต.อ.อดุลย์แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน โดยตั้งเป้าส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศปี 2562 ไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นคน ขณะที่แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ณ วันนี้ประมาณ 4 แสนกว่าคน
สิ่งสำคัญการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศต้องถูกวิธี เช่น แรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร หรือภาคก่อสร้าง โดยบุคคลหรือนิติบุคคลที่จะพาแรงงานไปทำงานต่างประเทศต้องผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้องจากกรมการจัดหางาน เพื่อป้องกันการต้มตุ๋นหลอกลวงลักลอบผิดกฎหมาย เพราะในแต่ละปีประเทศไทยส่งแรงงานไปต่างประเทศกว่าแสนคน ส่งรายได้กลับประเทศประมาณ 1.48 แสนล้านบาท กรมการจัดหางานจึงให้ความสำคัญนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกหลอกลวงและลักลอบไปทำงานต่างประเทศ โดยบูรณาการและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ยิ่งนับจากนี้ไปรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือ ประเทศไทยต้องหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ภารกิจที่กรมการจัดหางานเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่แรงงานทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมประเทศไทย ยังมีความแตกต่างหลายระดับตั้งแต่ 1.0 ไปถึง 4.0 แต่โดยภาพรวมอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ 2.5 กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรมยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก และมีบางส่วนเริ่มใช้เทคโนโลยีแล้ว แต่ในส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ยังมีความต้องการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา กัมพูชา ลาว ฯลฯ
สำหรับสาเหตุที่มีความต้องการแรงงานต่างด้าวเหล่านี้สูงมาก เพราะประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วมาก และการเกิดใหม่ของเด็กไทยลดลง โดยเฉลี่ยปีละ 6 แสนคนเศษ ขณะที่ระบบสาธารณสุขดีขึ้นทำให้อายุเฉลี่ยสูงขึ้น โดยเฉพาะอายุเฉลี่ยของผู้ใช้แรงงานไทย ประมาณ 39 ปี ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม อายุเฉลี่ยผู้ใช้แรงงาน 22-23 ปี ดังนั้นอนาคตจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานคนไทยมากขึ้น เพราะแรงงานไทยจะไม่ทำงานที่ใช้กำลังกายหนัก หรืองานเสี่ยงอันตราย จึงทำให้เกิดการอพยพแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน
เธอ บอกว่า นโยบายสำคัญในการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว คือ “โปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้” ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมการจัดหางานที่ต้องไม่ให้มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเด็ดขาด โดยผู้ประกอบการต้องนำเข้าแรงงานตามข้อตกลงที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยภาครัฐจะยึดการตรวจสอบ ติดตาม จับกุม ดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น
อีกนโยบายที่จะเร่งขับเคลื่อนผลักดัน คือ แรงงานนอกระบบ ที่นับว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดประมาณ 21 ล้านคน มีทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ ชาวนา ชาวไร่ แรงงานทั่วไป เช่น หาบเร่แผงลอย อาชีพอิสระ ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือขับรถแท็กซี่ ทุกอาชีพที่กล่าวมาล้วนมีรายได้ไม่สูงมาก กรมการจัดหางานจะเข้าไปดูแลด้านการสร้างอาชีพเสริมเพิ่มเติม จากอาชีพเดิมที่มีอยู่ หรือการรับงานไปทำที่บ้าน
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานจัดหางานระดับจังหวัดลงพื้นที่ไปแนะนำชาวบ้านให้เกิดการรวมกลุ่มสร้างอาชีพเสริม เช่น การส่งเสริมผู้สูงอายุที่ จ.เชียงราย รวมตัวกันปักผ้าด้นด้วยมือ ที่มีเอกลักษณ์และความประณีตผ้าแต่ละผืนมีลวดลายไม่เหมือนกัน ด้วยจินตนาการของผู้สูงอายุแต่ละคนแตกต่างกันตามสิ่งที่เห็นรอบๆ ตัวมาปักผ้า เช่น เมล็ดข้าวกองฟาง หรือถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
“ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แถมเป็นแรงงานที่แก่เร็วและรายได้น้อย ต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น แรงงานสูงอายุรายได้ดีเงินออมสูง เพราะความเหลื่อมล้ำทางรายได้ดังนั้นนโยบายกรมการจัดหางานจะเน้นหาอาชีพเสริมแก่แรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุ ถือเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนในการทำให้คนไทยทุกคนได้มีงานทำ” เพชรรัตน์กล่าว







