posttoday
ถังน้ำมันยักษ์ แห่งกรุงโซล (City Renewal 4)

ถังน้ำมันยักษ์ แห่งกรุงโซล (City Renewal 4)

18 พฤศจิกายน 2561

ไอเดียของโครงการ Seoul Urban Regeneration Leading Area

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected] 

ไอเดียของโครงการ Seoul Urban Regeneration Leading Area เพื่อการทำ “แชแซง - 재생” หรือชุบชีวิตใหม่ให้แก่สินทรัพย์ภายในเมืองที่เสื่อมสภาพ เช่น อาคารตึกเก่า ถนนหนทางเก่า ของทีมบริหารศาลาว่าการกรุงโซลนั้น ได้ผลิตงานที่มีแนวความคิดเยี่ยมยอดหลายโครงการ ทั้งนี้เพราะโครงการมีปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาที่ยอดเยี่ยม คือ การรักษาเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของท้องถิ่น และดำเนินงานด้วยหลัก “3 Together” ทำ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ 1) Build Together - สร้างด้วยกัน หมายถึง ประชาชนชาวกรุงโซลเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกันตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนจนถึงการตัดสินใจ 2) Prosper Together - มั่งคั่งด้วยกัน หมายถึง การปรับปรุงพัฒนาที่ทั้งรัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดร่วมกัน3) Happy Together - สุขด้วยกัน หมายถึง ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและทำเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

โครงการ “ดาฉิ เซอุน ซังกา - 다시 세운상가” ที่ชุบชีวิตอาคารการค้าเก่า “เซอุนซังกา” ก็ได้ให้เจ้าของร่วมในอาคารนับพันรายได้ลงคะแนนออกเสียงด้วยกันว่าจะทำอย่างไรกับอาคารนี้ตามแบบ “3 Together” จนในที่สุดได้ผลออกมาว่า สมควรจะรักษาอาคารนี้ต่อไป เพราะ “มีคุณค่าทางจิตใจแก่ผู้ที่เคยค้าขายมาเปิดร้านค้าทุกๆ วัน ณ ที่นี้มากว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่จนถึงลูกหลาน” โชคดีที่ผลการศึกษาสภาพอาคารนั้นออกมาค่อนข้างดี ฐานรากอาคารยังคงแข็งแรงอยู่ จึงได้เริ่มทำการปรับปรุงสภาพทั้งภายนอกภายใน จัดธีมของอาคารเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย คือ มีพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ยุคแรกๆ มีสถานที่ให้ผู้รักเสียงเพลงในยุค 1960’s ได้ฟังจากเครื่องเล่นและแผ่นเสียงจริงที่เป็นของเก่าเก็บมากว่า 50 ปี เสียงยังใสแจ๋วอยู่ ผู้อาวุโสหลายคนนั่งฟังจนเคลิ้มรำลึกถึงวัยเยาว์กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ เพื่อการศึกษาของเด็กๆ ยังจัดให้มี Workshop อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานให้ฝึกฝีมือด้วย “ดาฉิ เซอุน ซังกา” จึงเปลี่ยนสภาพจากอาคารเก่าทะมึน มาเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ลาจาก “ดาฉิ เซอุน ซังกา” ด้วยอาลัยและหวังว่าสักวันจะได้กลับมาเดินดูร้านค้าภายใน ที่มีขายตั้งแต่ทรานซิสเตอร์เก่าตัวเล็กไปจนถึงระบบ Digital Security สุดยอดของโลก เรามุ่งหน้าออกจากใจกลางกรุงโซลไปสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นแหล่งเก็บกักพลังงานสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินที่สำคัญที่สุดแห่งกรุงโซล

ถังน้ำมันยักษ์ แห่งกรุงโซล (City Renewal 4)

เกาหลีเป็นประเทศที่ไม่มีบ่อน้ำมันหรือแหล่งก๊าซธรรมชาติของตนเองเลย น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่นั้นต้องนำเข้ามาทั้งสิ้น แต่เนื่องจากเกาหลีมีรายได้จากอุตสาหกรรมเป็นหลัก ดังนั้น จึงเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก...ประมาณการว่า 85% ของการใช้พลังงานหลักของประเทศมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเมื่อดูสถิติการนำเข้าเชื้อเพลิงในปี 2015 พบว่า การนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% (ประมาณ 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของประเทศ

ความต้องการใช้พลังงานในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ต่อปีในช่วงปี 1990-2010 การใช้ไฟฟ้าในปี 2016 อยู่ที่ 504 TWh (terawatt-hour) หรือประมาณ 1 หมื่นกิโลวัตต์/ชั่วโมง/คน/ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 11 เท่า จากการใช้ไฟฟ้าเพียง 910 กิโลวัตต์/ชั่วโมง/คน/ปี ในปี 1980... ด้วยเหตุนี้เกาหลีจึงยังยืนหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งมีส่วนช่วยในการผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้ถึง 22% เพื่อทดแทนการนำเข้า ในขณะที่พลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ มีส่วนช่วยได้เพียงน้อยนิด

หากเกาหลีไม่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จะเป็นอย่างไร...แน่นอนว่าระบบการผลิตต้องล่ม ประเทศต้องหยุดชะงัก สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล...

ถังน้ำมันยักษ์ แห่งกรุงโซล (City Renewal 4)

ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 1973 เกิดภาวะวิกฤตน้ำมันขาดแคลนครั้งแรกของโลก อันเนื่องมาจากการแย่งชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระหว่างศาสนาคริสต์และอิสลาม ทำให้เกิดสงคราม “Yom Kippur War” ระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์และซีเรีย เมื่อเริ่มต้นสงคราม สหรัฐอเมริกาได้หนุนหลังอิสราเอล ในขณะที่กลุ่มประเทศโอเปกเข้าข้างอียิปต์และซีเรีย...(เรื่องราวก็เกิดขึ้นนานนมแล้ว และตอนนี้ก็เหลือเพียง “ซีเรีย” เท่านั้นที่ยังต่อสู้กับอิสราเอล และกลุ่มไอซิสซึ่งเป็นผลพวงของการปฏิบัติการหนุนหลังของสหรัฐอเมริกา)...สงครามนี้ส่งผลให้กลุ่มโอเปกใช้มาตรการลดกำลังการผลิตและลดการส่งออกน้ำมันไปขายให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรและสนับสนุน “อิสราเอล” จนทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิม 3-4 เท่า ส่งผลทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งมีน้ำมันเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการผลิตที่สำคัญเกิดชะงักงัน

ผีซ้ำด้ามพลอย ก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี สหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกการใช้ทองคำค้ำประกันการผลิตเงินดอลลาร์ คือ สหรัฐสามารถผลิตเงินดอลลาร์ออกมาได้โดยใช้อากาศค้ำประกัน เมื่อทั้งสองอย่างประกอบกันทำให้เงินไม่มีค่า ตลาดหุ้นของอเมริกาและทั่วโลกตกต่ำ การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาติดลบ 2.1% เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปถึง 12.3% อย่างรวดเร็วในช่วงปีเดียว...เกาหลีที่ต้องอ้างอิงและพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนั้น จึงพลอยโดนหางเลขไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ หลังเกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน เกาหลีจึงได้เริ่มคิดที่จะทำที่เก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินสำหรับกรุงโซลเมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการบริหารราชการและศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญยิ่ง รัฐบาลได้เสาะหาสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากใจกลางเมืองมากนัก ได้แก่ เนินเขาลูกหนึ่งในเขตมาโพและสร้างแท็งก์เก็บกักน้ำมันไว้ใช้ในยามฉุกเฉินซึ่งจะหล่อเลี้ยงกรุงโซลได้นานราว 1 เดือน นับตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา เนินเขาลูกนี้ได้กลายเป็นเขตหวงห้ามมิให้ใครเข้า คนจำนวนน้อยมากที่จะรู้ว่าข้างในมีอะไร เนินเขาแท็งก์น้ำมันขนาดมหึมาเป็นความลับสุดยอดทางทหารและสถานที่สำคัญของชาติเลยทีเดียว...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท