
เรื่องสยองขวัญ‘วันเลือกตั้ง 2562’
การเลือกตั้งครั้งนี้มีอะไรน่ากลัวอยู่มากเริ่มต้น
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
การเลือกตั้งครั้งนี้มีอะไรน่ากลัวอยู่มากเริ่มต้นผู้นำรัฐบาลคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้นำทหารคือ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ก็ออกมาเขย่าขวัญว่า “ถ้าไม่สงบก็ไม่มีการเลือกตั้ง” จนเกิดเป็น “ภาพหลอน” ให้ผู้คนทั้งหลายไม่ค่อยมีความมั่นใจว่า “จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 จริงๆ หรือ” ตามมาด้วยการเปิดตัวของพรรคการเมืองหลายๆ พรรค เป็นไปด้วยความสับสนวุ่นวาย สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นได้อย่างชัดเจนคือ การจัดวางตัวคนผู้บริหารพรรคที่ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน โดยที่บางพรรคก็ส่ง “นอมินี” หรือ “ลูกหลาน” ขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรค เพราะบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคไม่มีความมั่นใจทั้งในอนาคตของพรรคและอนาคตของตนเอง
เรื่องแรก พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นอาจจะ“ถูกยุบ” ได้ เพราะผู้ที่มีอำนาจรัฐอาจจะใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายเหนือองค์กรอิสระที่ตนเองกำกับอยู่ ให้ไป “หาเหตุ” ที่จะยุบพรรคการเมืองที่“ไม่ใช่พวก” ของผู้มีอำนาจ ซึ่งจะส่งผลต่อการ “เว้นวรรค” หรือถูกลงโทษไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ 5-15 ปี ซึ่งขณะนี้ก็มีการ“ส่งซิก” จากผู้มีอำนาจให้องค์กรที่ดูแลในเรื่องนี้ “จับตา” ดูความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อคอย “จับผิด” แล้วจัดการให้ออกไปเสียจากการแข่งขันในการเลือกตั้ง ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคจำนวนมากต่างก็หวาดหวั่นว่า หากพรรคถูกลงโทษ ตนเองที่มีอาวุโสมากแล้ว ก็เท่ากับหมดอนาคตไปตลอดชีวิต
เรื่องต่อมา ระบบการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่คะแนนเสียงทุกคะแนนมีค่า “ไม่ทิ้งน้ำ” ทำให้เกิดความพะว้าพะวงเรื่องการจัดตัวผู้สมัครเป็นอย่างมาก เพราะถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเป็นอดีต สส.ในเขตเลือกตั้งนั้นก็อาจจะมีความมั่นใจมากหน่อยที่จะขนะการเลือกตั้ง แต่ในบางเขตก็มี “ม้ามืด” หรือคู่แข่งใหม่ๆ ขึ้นมาท้าทาย แถมยังมีอำนาจรัฐคอยสกัดคนที่ไม่ใช่พวกนั้นร่วมด้วย ก็ยิ่งทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงในแบบเขตดีหรือไม่ ครั้นจะไปลงในแบบบัญชีรายชื่อก็อาจจะมีปัญหาว่า ถ้าพรรคเกิดได้ สส.เขตเต็ม ก็ต้องอดเป็น สส. แต่ถ้าจะไปอยู่พรรคอะไหล่ที่เป็นนอมินี ก็ดูน่าเกลียดไม่ค่อยสมศักดิ์ศรี และที่สำคัญกว่านั้นก็คือการจ่ายค่า “จองที่นั่ง” ในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ ก็ต้องจ่ายมากขึ้น เพราะต้องส่งไปให้ผู้สมัครของพรรคอะไหล่นั้น “ทุ่มเท” อย่างเต็มที่ เรื่องนี้ภาษานักเล่น “ป๊อกเด้ง” จะใช้คำว่า “ถูกกินสองเด้ง” คือต้องจ่ายมากกว่าเดิม 2 เท่า ซึ่งเป็นการลงทุนที่มากเกินกำลัง ซ้ำร้ายคือ “มองไม่เห็นความแน่นอน”
เรื่องสุดท้ายก็คือ แม้หลังการเลือกตั้งจะได้เป็น สส.เข้ามา แต่การจัดตั้งรัฐบาลคงจะมีความยุ่งยาก อย่างที่ คสช.บางท่านก็เคยพูดว่า ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.ก็จะอยู่ดูแลประเทศนี้ไปเรื่อยๆ “ไม่มีปัญหาอะไร” เพราะฉะนั้น สส.ที่มาจากการเลือกตั้งก็จะไม่มีความสำคัญอะไร โดยเฉพาะ สส.ในฟากฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.ก็คงจะถูกปิดกั้นโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะรวมกันได้เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเหนือฝ่ายที่สนับสนุน คสช.ก็ตาม ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจจะเป็น “การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า” ทั้งนี้รวมทั้งที่มีนักการเมืองหลายๆ คนเชื่อว่า สภาและรัฐบาลหลังเลือกตั้งอาจจะอยู่ได้ไม่นาน ดีไม่ดีอาจจะต้องมีเลือกตั้งใหม่ แต่ที่ชั่วร้ายกว่านั้นก็คืออาจจะมี “การรัฐประหารซ้ำ” เพื่อให้ทหารเข้ามาจัดการบ้านเมืองอีกรอบ ทั้งหมดนี้ย่อมเป็น “ความเสี่ยง” ที่นักการเมืองอาวุโสเหล่านี้มองเห็นได้ชัดเจนมากกว่า
นักการเมืองอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การเลือกตั้งครั้งที่ “สกปรกที่สุด” เหมือนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2500 ในยุคที่ จอมพล ป. และอัศวินแหวนเพชรครองเมือง (ดูวันที่จะเลือกตั้งในปีหน้านี้แล้วก็หวาดเสียวมาก 24 ก.พ. ที่อาจจะมี “ฤกษ์เสีย” คล้ายๆ กัน) แต่ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ “วุ่นวายที่สุด” ด้วยเหตุที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายที่ “เอากับไม่เอา คสช.” นั่นเอง โดยฝ่ายที่ถือหาง คสช.นั้นอาจจะย่ามใจว่ามีอำนาจรัฐและกฎหมายต่างๆ อยู่ในมือ ก็อาจจะแสดง “อำนาจบาตรใหญ่” (สำนวนนี้คนโบราณท่านหมายถึงพวกพระชั้นผู้ใหญ่ที่มักจะถือบาตรขนาดใหญ่กว่าพระสงฆ์อื่นโดยทั่วไป เพื่อแสดงความใหญ่โตในฐานะตำแหน่งของตน หาใช่นักเลง “เท้าโต” หรือ “บาทใหญ่” แต่อย่างไรไม่) ถึงขั้นที่พวกตนทำอะไรก็ไม่กลัวผิด คืออาจจะเป็นฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเสียเอง แต่ไม่มีใครกล้าจัดการอะไร ในขณะที่ฝ่ายที่ต่อต้าน คสช. ก็ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ “ไฟแรง” หรือมีอารมณ์ร้อนแรง อีกทั้งไม่เคยลิ้มรส “ความเจ็บปวด” ในทางการเมืองมาก่อน จึงอาจจะกระทำการต่างๆ ที่ “มุทะลุดุดัน” ในลักษณะที่กล้า “ท้าตีท้าต่อย” เพื่อสร้างกระแสความเกลียดชังแก่ คสช. เหมือนกับในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ที่คนหนุ่มสาวในยุคนั้นก็กล้าท้าทายทรราชทหาร กระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง บันทึกเป็นประวัติศาสตร์เรียกว่า “วันมหาวิปโยค” นั้นมาแล้ว
ในยุคที่ “สื่อสร้างคนดัง” เราอาจจะได้เห็นบรรดาคนหนุ่มสาวเหล่านั้นพยายามใช้สื่อต่างๆ “ในทุกรูปแบบ” เพื่อสร้างตนเองให้โดดเด่น หรือทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม และด้วยความ “บ่มิไก๊” ของกลไกรัฐที่ควบคุมการเลือกตั้งและควบคุมการใช้สื่อ การสร้างความโด่งดังผ่านสื่อสมัยใหม่ก็น่าจะ “ไม่มีข้อจำกัด” ซึ่งจะเป็นความ “สยองขวัญ” ที่ไม่อาจจะคาดเดาได้
รัฐบาลกับ คสช.เตรียม “ขนหัวลุก” ได้เลย







