
ชงเอสเคิร์ฟอาหาร คงมาตรฐานส่งออก
เริ่มดำเนินการปี’62 สร้างมาตรฐานมูลค่าเพิ่มอาหารไทยในตลาดโลก
เริ่มดำเนินการปี’62 สร้างมาตรฐานมูลค่าเพิ่มอาหารไทยในตลาดโลก คาดฟังก์ชันนัลฟู้ดโตเพิ่ม
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำแผนปฏิบัติการอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอสเคิร์ฟ) ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ และจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือน ธ.ค. 2561 เพื่อดำเนินการได้ภายในปี 2562 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้ผู้ประกอบการอาหารทุกขนาดอุตสาหกรรมผลิตได้ตามมาตรฐานและรักษาฐานการส่งออกในตลาดโลกได้
“ตามปกติในแผนจะต้องทำรายละเอียดก่อนแล้วค่อยทำเรื่องขอใช้งบประมาณ แต่ครั้งนี้เราพยายามจะใส่เรื่องของงบประมาณเข้าไปด้วย เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ทันที ซึ่งปีแรกในส่วนของสถาบันอาหารอยากขอใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทเน้นสร้างองค์ความรู้ แล้วต่อยอดไปสู่ด้านอื่นๆ โดยปลายแผนจะต้องลดความเหลื่อมล้ำได้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยคาดว่าจะส่งแผนเข้า ครม.ให้ทันภายในปีนี้ เพื่อให้ดำเนินการในปีหน้า” นายยงวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ ตามแผนปฏิบัติการอุตสาหกรรมเป้าหมายมียุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การสร้างนักรบพันธุ์ใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและยุทธศาสตร์อาหาร โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ยกระดับด้านการใช้นวัตกรรมในการพัฒนาต้นแบบสินค้ามูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่มูลค่า
นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมด้านอุตสาหกรรมอนาคตโดยสร้างผู้ประกอบการ นำงานวิจัยมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรม การออกแบบโครงการเชื่อมโยงกับด้านสารสนเทศ
นายยงวุฒิ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการฉบับนี้จะต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และแบ่งเป็นระยะต่างๆ รวมตลอดแผนประมาณ 10 ปี ซึ่งในปีแรกทางสถาบันอาหารจะเน้นการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการในการปรับผลิตภัณฑ์ให้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือให้ถึงระดับเอสเอ็มอี เพื่อ
เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและค่อยๆ ปรับให้สอดคล้องกับเทรนด์โลก เช่น อาหารเฉพาะทาง (ฟังก์ชันนัล ฟู้ด)
สำหรับการส่งออกอาหารของไทยไปยังต่างประเทศ ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบในสัดส่วน 51% สินค้าพร้อมรับประทาน (เรดี้ทูอีท) 39% และฟังก์ชันนัลฟู้ด 10% และคาดว่ากลุ่มอาหารฟังก์ชันนัล ฟู้ดน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 2-3% ในปี 2562 จากปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดประมาณ 10% และคาดว่าสัดส่วนของการส่งออกวัตถุดิบอาจจะลดลงตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป และความต้องการอาหารพร้อมรั บประทานจะสูงขึ้นตามวิถีชีวิตที่เร่งด่วนมากขึ้นของผู้บริโภค







