
โลจิสติกส์เปลี่ยนรุกโมบิลิตี้
ดีเอชแอลปรับตัวรับเทรนด์ดิสรัปชั่น ยานยนต์ไฟฟ้า
ดีเอชแอลปรับตัวรับเทรนด์ดิสรัปชั่น ยานยนต์ไฟฟ้า เร่งพัฒนานวัตกรรมโลจิสติกส์ยานยนต์อนาคต
นายฟาธิ แทตลี ประธานบริหารด้านออโต้ โมบิลิตี้ หน่วยงานนวัตกรรมและโซลูชั่นสำหรับลูกค้าดีเอชแอล เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้เปลี่ยนแปลง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้แก่ ด้านดิจิทัลไลเซชั่น เช่น เทคโนโลยีพรินติ้งสามมิติ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า บล็อกเชนหุ่นยนต์และระบบงานอัตโนมัติที่จะเปลี่ยนกระบวนการการทำงานจากคนเป็นการควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีระบบการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคต
ทั้งนี้ แพลตฟอร์มที่พัฒนาอย่างครบวงจรจะช่วยติดตามการส่งออก นำเข้า และการขนส่งสินค้าภายในประเทศช่วยปรับปรุงการให้บริการ และเมื่อนำมาปรับใช้จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในภาคธุรกิจได้กว่า 15-25% รวมทั้งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะของแรงงานมนุษย์
“ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงจากดิจิทัลดิสรัปชั่น จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจโลจิสติกส์ที่จำเป็นต้องหาโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค” นายแทตลี กล่าว
นอกจากนี้ แนวโน้มเทคโนโลยีบริการด้านการเดินทาง หรือโมบิลิตี้ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ จะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยดีเอชแอลต้องการที่จะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างยานยนต์และเทคโนโลยี ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดและเป็นที่นิยมมากขึ้นภายในปี 2565 ขณะที่ดีเอชแอลได้เริ่มปรับใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 1 แสนคัน สำหรับการให้บริการ
ขณะที่เทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือที่ขยายขีดความสามารถและความท้าทายสำหรับบริการโลจิสติกส์ด้านยานยนต์ เช่น การนำระบบหุ่นยนต์มาปรับใช้สำหรับลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในซัพพลายเชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องแม่นยำให้กับกระบวนการด้านโลจิสติกส์
“โมบิลิตี้การใช้รถยนต์ร่วมกัน หรือบริการรถยนต์ร่วมโดยสารยังคงต้องการใช้ยานพาหนะ และมีผู้คนกว่าล้านในตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการจะเป็นเจ้าของรถยนต์ ในอนาคตอันใกล้บริษัทรถยนต์จะยังคงอยู่ แต่จะเพิ่มขอบเขตของผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการคมนาคมขนส่งของลูกค้าหลากหลายกลุ่มมากขึ้น” นายแทตลี กล่าว
นายคริสเตียน วิดมานน์ ประธานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4 แสนคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2568 จะมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 15-25% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก โดยบริษัทจะมุ่งพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ ปลั๊กอินไฮบริดเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนจะเห็นการเติบโตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในไทยเร็วๆ นี้
ด้านยอดขายรถยนต์ช่วง 9 เดือนแรกของไทยอยู่ที่ 8,903 คัน เพิ่มขึ้นขึ้น 16% จากปีก่อนที่ 7,702 คัน โดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอยู่ที่ 8,304 คัน เพิ่มขึ้น 18% รถยนต์มินิอยู่ที่ 599 คัน ลดลงเล็กน้อยที่ 12% ซึ่งคาดการณ์ว่าการจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โปช่วงปลายปีนี้ จะกระตุ้นยอดขายรถมินิให้กระเตื้องขึ้น







