
พลิกผืนดินแล้ง‘หนองหว้า’ สู่ชุมชนเกษตรกรยั่งยืน
ผืนดินที่แห้งแล้งกันดารของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
โดย จะเรียม สำรวจ
ผืนดินที่แห้งแล้งกันดารของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา วันนี้พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งดังกล่าวได้ถูกพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วย
คนกลุ่มเล็กๆ ที่มีศรัทธาเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถสร้างที่นี่ให้กลายเป็นบ้านและอนาคตของลูกหลานได้ ด้วยการเข้าไปสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน
ผ่านการเลี้ยงหมูที่ทันสมัย
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ต้องการให้คนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัจจุบันหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้ถูกขนานนามให้เป็น “ชุมชนคนเลี้ยงหมูที่ทันสมัยที่สุดของประเทศ” เนื่องจากเกษตรกรทุกชีวิตต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะมีรายได้ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง และเต็มไปด้วยความสุข
บนผืนดินเนื้อที่ 1,250 ไร่ ที่ภายในหมู่บ้านถูกแบ่งสัดส่วนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยผ่านโซนต่างๆ เช่น โซนบ้านพัก โซนโรงเรือนสุกร และโซนโรงผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ที่แยกอย่างชัดเจนกับพื้นที่ส่วนกลางที่มีทั้งสำนักงาน ร้านค้า และสภากาแฟ รวมไปถึงพื้นที่อาชีพเสริมอื่นๆ ของเกษตรกร เช่น โรงเพาะเห็ด สวนผัก สวนมะม่วง แปลงไผ่หวาน และฟาร์มสเตย์
ภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการบริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เล่าว่า เมื่อ 40 ปีก่อนผืนดินที่นี่แห้งแล้งกันดารจนแทบทำการเกษตรอะไรไม่ได้ มีแค่มันสำปะหลังที่สามารถปลูกได้ แต่ก็ได้ผลผลิตน้อยมาก เพราะคุณภาพดินไม่ดี เวลานั้นที่นี่ถือเป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย
ความยากลำบากที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ตัดสินใจร่วมมือกับหน่วยงานราชการ และสถาบันการเงิน เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการริเริ่มโมเดลการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ยากไร้ ได้มีที่ดินทำกิน ได้มีโอกาสประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการเพาะปลูก และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน
หลังจากได้ข้อสรุปร่วมกันหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชาวชุมชน ก็ได้ผนึกกำลังกันรวบรวมผืนดินเสื่อมสภาพเพาะปลูกไม่ได้ผล ใน ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม กว่า 1,000 ไร่ เริ่มทำการปรับปรุงผืนดินทันที โดยประสานกับหน่วยราชการ ส่วนท้องถิ่น อำนวยความสะดวกทั้งด้านการปฏิรูปที่ดิน การจัดระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ขณะที่สถาบันการเงินก็เข้ามาช่วยเติมเต็มด้านเงินลงทุน ด้วยการอำนวยสินเชื่อให้เกษตรกร 50 ราย ที่ร่วมกันกู้ยืมเงินระยะยาว 10 ปี โดยเกษตรกรแต่ละรายจะได้รับที่ดินทำกิน 24 ไร่ บ้านพัก 1 หลัง โรงเรือน เลี้ยงสุกรอีก 1 หลัง พร้อมแม่พันธุ์สุกร 30 ตัว
จุดเริ่มต้นดังกล่าวนำมาซึ่งจุดกำเนิดของ “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ในปี 2520 ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านเทคนิควิชาการสมัยใหม่เกี่ยวกับการเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีเลี้ยงสุกรในระบบโรงเรือนสู่เกษตรกร พร้อม
จัดหาพันธุ์สุกรที่ดี อาหารสัตว์ ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมถึงส่งสัตวแพทย์ สัตวบาล คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการสนับสนุนให้ปรับปรุงพื้นดินเพื่อปลูกพืชไร่เสริมรายได้ พร้อมให้ความช่วยเหลือในด้านการตลาด โดยเกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะความไม่แน่นอนของราคาตลาด ควบคู่กับการส่งเสริมรายได้จากช่องทางอื่นๆ
ภักดี เล่าต่อว่า ชาวบ้านไม่ได้ทุกอย่างมาฟรีๆ แต่พวกเราต้องช่วยกันทำงานและสร้างผลผลิตที่ดี เพื่อให้มีรายได้ไปชำระเงินกู้ในระยะแรก ที่ทุกคนต้องกู้เงินร่วมกันที่ 17.8 ล้านบาท ฉะนั้นแต่ละคนก็มีหน้าที่เลี้ยงแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกหมูส่งให้กับโครงการ เพื่อช่วยกันผ่อนชำระหนี้ โดยแต่ละครอบครัวจะได้รับค่าตอบแทนจากลูกหมูที่ผลิตได้ ซึ่งการทำเรื่องนี้ได้ ต้องอาศัย 2 ส่วนสำคัญ คือ ความขยันและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสองส่วนนี้โครงการก็คงสำเร็จไม่ได้
จากการดำเนินงานของโครงการที่เป็นระบบเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อให้การพัฒนาอาชีพของเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญใช้เวลาเพียง 10 ปี พวกเขาก็สามารถคืนเงินกู้และได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน บ้านพักอาศัย และโรงเรือนเลี้ยงสุกรเป็นของตนเองได้สำเร็จ พร้อมเรียนรู้ด้านการจัดการธุรกิจเกษตร กลายเป็นเกษตรกรมืออาชีพอย่างเต็มภาคภูมิ
อีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจที่นำมาสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของเกษตรกรชาวหนองหว้า คือ การรวมกลุ่มกันเป็น “บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ที่เป็นองค์กรธุรกิจของเกษตรกร ในปี 2530 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท โดยมีเกษตรกรทั้ง 50 ครอบครัวเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้น และคัดเลือกตัวแทนมาร่วมบริหารจัดการ เพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทั้งการผลิต ตลาด และสังคม
ภักดี เล่าอีกว่า หลังจากมีการพัฒนาอาชีพเกษตรกรในหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้ามีรายได้
ที่ดีขึ้น จากเดิมเกษตรกรแต่ละครอบครัวจะมีรายได้เฉลี่ยเพียง 2,000 บาท/เดือนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีรายได้เพิ่มเป็น 8 หมื่นบาท/เดือน นอกจากนี้ยังมีหลักทรัพย์และทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากที่ดิน บ้านพัก และโรงเรือนเลี้ยงสุกร จากช่วงเริ่มต้นโครงการทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 3 แสนบาท แต่ปัจจุบันปรับขึ้นมาเป็น 6 ล้านบาทแล้ว
นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีความมั่นคงทางด้านสังคมที่ดีจากการจัดตั้งกองทุนต่างๆ ส่งผลให้ปัจจุบันคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลูกหลานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากแรกเริ่มอยู่อย่างยากจนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ในปัจจุบันเกษตรกรก็มีที่ดิน มีทรัพย์สิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บุตรหลานมีโอกาสได้เรียนและจบการศึกษาในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น โดยการนำวิทยากรมาให้ความรู้กับเกษตรกรในด้านของการเลี้ยงสุกร
ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมเข้าค่ายสำหรับเยาวชน เพื่อทำกิจกรรมเรียนรู้ต่างๆ ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีการทำระบบบำบัดของเสียจากการเลี้ยงสุกรด้วยไบโอแก๊ส และนำแก๊สที่ได้มาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้าภายในฟาร์มได้ทั้งระบบ สามารถลดค่ากระแสไฟฟ้าได้ 1 ใน 3 ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนกากมูลสุกรหลังการบำบัดยังสามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด จำหน่ายเป็นรายได้เสริมของโครงการด้วย
ภักดี กล่าวปิดท้ายว่า ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับพวกเรามีพื้นฐานมาจากความขยันและซื่อสัตย์ และเป็นความจริงที่บางครอบครัวมีรายได้สูงถึง 3-4 แสนบาท/เดือน ทั้งจากการเลี้ยงสุกร การเกษตร และฟาร์มสเตย์ ที่ต่อยอดทำรายได้ให้กับชาวหนองหว้าได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันชาวบ้านหนองหว้ามีจำนวน 70 ครอบครัว โดยเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงสุกร 40 ครัวเรือน หากแต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน
อยู่ที่กว่า 7,000 แม่พันธุ์ และมีอาชีพเสริม อย่างเช่น การปลูกผัก ทำสวน ฟาร์มสเตย์ที่มีอยู่กว่า 20 หลัง แม้โครงการของพวกเขาประสบความสำเร็จ แต่จะยั่งยืนได้ก็อยู่ที่ลูกหลานพร้อมสานต่อ ซึ่งปัจจุบันลูกหลานของชาวชุมชนหนองหว้าพร้อมที่จะสานต่อความสำเร็จ
สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นความแตกต่างจากลูกหลานเกษตรกรทั่วไป คือ เด็กๆ ชาวหนองหว้าจะถูกดึงมาทำกิจกรรมและมอบบทบาทหน้าที่ให้กับพวกขาตั้งแต่เด็กๆ ผ่านการทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ และเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรมของพ่อแม่ ซึ่งสิ่งดังกล่าวถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้เด็กๆ ในหมู่บ้านหนองหว้าภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรที่พ่อแม่ของพวกเขาสร้างขึ้นมา เมื่อเกิดความภาคภูมิใจท้ายที่สุดพวกเขาก็จะรักและหวงแหนชุมชนบ้านหนองหว้าแห่งนี้ว่าเป็นแผ่นดินทองของพวกเขา







