
นับถอยหลังที่ระทึก
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป 24 ก.พ. 2562 เป็นวันที่ประชาชนจะไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือก
โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป 24 ก.พ. 2562 เป็นวันที่ประชาชนจะไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือก สส.ครั้งแรกตามวิถีประชาธิปไตยในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2557
ใครบอกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นโรคเลื่อน ไม่รักษาสัญญา แต่แหม “ก็แค่ขอเวลาอีกไม่นาน” นี่ไปๆ มาๆ ก็จะครบ 5 ปีแล้ว อยู่ยาวกว่าเทอมของรัฐบาลเลือกตั้งเสียอีก แต่มันนานถึงครึ่งทศวรรษ นานกว่านี้ก็เกินจุดพีก เหตุที่ไม่มีเลื่อนอีกแล้วเพราะรัฐบาลวางมาตรการหาเสียง ปล่อยโครงการ ทำแคมเปญคะแนนนิยมเป็นไทม์ไลน์ไว้หมดจนถึงวันเลือกตั้งอยู่หมัด
ปีหน้าคนไทยจะได้เลือกตั้ง ตัดสินอนาคตตัวเองว่าจะให้ประเทศเดินไปอย่างไร ระบอบประชาธิปไตยเป็นเฉดไหน แต่แคมเปญของบรรดาพรรคการเมืองที่พันตูโหมกระแสขณะนี้รวมๆ เช่น ค่ายหนึ่งชูสโลแกน พาประเทศเดินไปข้างหน้า ก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่เอาม็อบ ไม่เอาปิดถนนเหมือนอดีต อีกค่ายทวงคืนประชาธิปไตย ประเทศไทยไม่เอารัฐประหาร ถอดรื้อซากเผด็จการ เป็นการต่อสู้สองแนวคิดที่เข้มข้น
เลือกตั้งปี 2562 รอบนี้ ยังคงเป็นการขับเคี่ยวของสองขั้วอำนาจระหว่างฝ่ายทักษิณ ชินวัตร กับ ฝ่ายรัฐบาลทหาร คสช. ถ้าเปรียบเป็นการเมืองสองขั้วขัดแย้ง นับแต่รัฐบาลทักษิณก่อกำเนิดจากพรรคไทยรักไทยเป็นตัวตั้งก็ร่วม 20 ปีจนปัจจุบันแตกสาแหรกออกลูกออกหลานมาหลายหน่อหลายพรรค
แต่เกือบ 20 ปีพรรคทักษิณ และขบวนการเสื้อแดง ที่ใครก็คิดว่าอยู่กันเหนียวแน่น ก็แตกแขนงได้ตามกาลเวลาและอุดมการณ์ในการต่อสู้ที่เบาบางลง
รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสูงสุดกำหนดโครงสร้าง สถาบันการเมือง วางระเบียบการปกครองของประเทศ ถูกรื้อแก้นับแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุด ให้เสรีภาพประชาชน รวมแล้วมาถึงปัจจุบันก็ 3 ฉบับใหญ่ๆ เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี คือ ฉบับ 2540 ตามด้วย รัฐธรรมนูญฉบับตุลาการภิวัตน์
ปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับ 2 แผ่นดิน แต่ละฉบับก็สะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี
ฝ่าย “ผู้ถูกกระทำ” จากผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็สู้ไม่ถอย โดยอ้างกติกาที่ไม่เป็นธรรมที่คนชนะปล้นอำนาจ เป็นคนเขียนกติกา เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ร่างโดยแม่น้ำ 5 สายของ คสช.ผ่าโครงสร้างระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ออกแบบให้เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เพื่อไม่ให้มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งมาใช้อำนาจฉ้อฉลคอร์รัปชั่นเหมือนในอดีต
ก่อนเลือกตั้งที่จะถึงนี้เราจึงเห็นปรากฏการณ์ใหม่ พรรคการเมืองในตลาดนิชมาร์เก็ตเกิดขึ้นใหม่ แตกกลุ่ม แตกสาขา ดึงคะแนนเฉพาะคนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น แต่ก่อนบ้านเรามีพรรคระดับชาติกับพรรคท้องถิ่น พรรคเฉพาะกิจ หาเสียงเฉพาะกลุ่มจังหวัด วันนี้เราเห็น พรรคของ กปปส.ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่พยายามขอเสียงจากกลุ่มนกหวีด ชนชั้นกลางจากอุดมการณ์ไล่รื้อระบอบทักษิณ
อีกกลุ่มคือ ขั้วใหญ่ของฝ่ายทักษิณ แตกออกเป็น “5 พรรค 2 แนวร่วม” พรรคเพื่อไทยตลาดใหญ่เดิมฐานเสียงอีสาน ภาคเหนือ ที่เหลืออีก 4 พรรคถึงแม้จะเป็นพรรคนอมินีเพื่อรองรับยุบพรรค แต่ก็พยายามเจาะตลาดในเฉดสีตัวเอง
ถ้าเป็นตลาดแดงทั่วไปให้เลือกพรรคเพื่อไทย หรือพรรคเพื่อชาติที่มีแกนนำ นปช.เข้มๆ อย่าง จตุพร พรหมพันธ์ุ คุมอยู่ ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ว่ากันว่า ย่อมาจาก “ทักษิณ ชินวัตร” พรรคสาขารุ่นลูก เป็นตลาดของกลุ่มตัวแทน ถ้าจะเจาะฐานเสียง 3 จังหวัดภาคใต้ของชาวมุสลิมให้เลือกพรรคประชาชาติของวันมูหะมัดนอร์ มะทา แนวร่วมเพื่อไทย
อีกแนวร่วมของขบวนการแดงประชาธิปไตยแต่ไม่ใช่ฝ่ายทักษิณ ก็มีพรรคอนาคตใหม่ พุ่งเป้าตลาดสายวิชาการ ปัญญาชน คนหนุ่มสาว รุ่นใหม่ ที่ไม่เอารัฐประหาร คสช.
ความจริงการแตกพรรคนอมินีถึง 4-5 พรรคเพื่อเก็บทุกคะแนนเสียงไม่ให้ตกหล่นโดยอ้างว่าเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลั่นแกล้งพรรคใหญ่ มันเลยต้องใช้สูตร 4 พรรคนอมินีสลับร่างช่วยกันเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันตามสูตรของนักธุรกิจคำนวณ กำไร ขาดทุกบาท แม้จะเป็นวิธีเสี่ยงผิดกฎหมาย เข้าข่ายยุบได้ทุกพรรคเพราะถูกครอบงำจากคนคนเดียว แต่ก็คุ้มค่าระหว่างกฎหมายกับประชาชน การปลุกระดมให้เกิดพลังร่วมเพื่อเปลี่ยนความคิดคนในช่วงหาเสียงกลับมาคึกคัก พลุ่งพล่าน หลังจากเกิดความสงบเงียบมานาน







