
ทษช.ไม่เกี่ยวทักษิณ เดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง
หลังเปิดตัวเป็นพรรค “ไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช.
หลังเปิดตัวเป็นพรรค “ไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช.ออกมา ทำให้มีกระแสวิจารณ์ทันทีว่าเป็นพรรคนอมินี พรรคสาขาหรือเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ทางทีมผู้บริหารพรรค ประกอบด้วย “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” หัวหน้าพรรค “มิตติ ติยะไพรัช” เลขาธิการพรรค “คณาพจน์ โจมฤทธิ์” กรรมการบริหารพรรค และ “พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ” โฆษกพรรค ได้ร่วมกันชี้แจงและตอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างรวมถึงแนวทางนโนบายของพรรคต่อโพสต์ทูเดย์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
ร.ท.ปรีชาพล บุตรชาย “เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า วันนี้ต้องแยกกันให้ออกว่าระหว่างพรรคไทยรักษาชาติกับท่านทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย แม้ตัวผมจะเคยเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย แน่นอนย่อมรู้จักกับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยหลายคนเป็นอย่างดี แต่วันนี้แต่ละคนมีความคิดและอุดมการณ์แตกต่างกันไป ย่อมคิดไม่เหมือนกัน และที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามบุคคลอื่นมาชี้นำในการทำงานของพรรคการเมือง และมีโทษหนักถึงขั้นยุบพรรคหากกระทำผิด แต่วันนี้เมื่อเราตัดสินใจเดินออกจากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว เพราะต้องการทำงานการเมืองเพื่อประชาชน จึงออกมาตั้งพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับท่านทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย
“วันนี้ท่านทักษิณไม่ได้อยู่ในวงการเมืองอีกต่อไปแล้ว ส่วนจะมีความพยายามเชื่อมโยงกับพรรคไทยรักษาชาติ เราคงห้ามความคิดกันไม่ได้ แต่วันนี้ผมทำงานที่พรรคไทยรักษาชาติเต็มตัว ไม่รับรู้ด้วยว่าพรรคเพื่อไทย กำลังทำอะไรกันอยู่และไม่ทราบว่าพรรคอื่นๆ อาทิ พรรคเพื่อชาติ หรือพรรคเพื่อธรรม จะเดินไปอย่างไร อาจเจอกันบ้างตามเวทีสัมมนาบ้าง แต่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ผมรู้แต่ว่าพรรคไทยรักษาชาติจะเดินไปอย่างไรเท่านั้นเอง” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว
สำหรับเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ร.ท.ปรีชาพล บอกว่า ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดพรรคเล็กหรือพรรคน้อยมากมาย ไม่ได้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ดังนั้นเมื่อเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยขึ้นมามากๆ ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ปัญหาที่ตามมา คือ เสถียรภาพของรัฐบาลกับการเมืองไทยย่อมมีความไม่แน่นนอน เสถียรภาพอาจแกว่งไปแกว่งมาจนนำไปสู่อายุสภาที่สั้นลง เพราะพรรคการเมืองด้วยกันอาจตกลงอะไรกันไม่ได้ เหมือนกับเกิดโรคแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ให้เป็นเช่นนั้น
“ผมเชื่อมั่นว่าพรรคไทยรักษาชาติ จะส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาผู้สมัคร ที่สำคัญพรรคไทยรักษาชาติไม่ส่งมือปืนรับจ้างลงไปเก็บแต้มเก็บคะแนนอย่างแน่นอน แต่เราส่งผู้สมัคร เพราะพรรคมั่นใจว่าผู้สมัครของเราจะชนะเลือกตั้ง เพราะเราได้คัดสรรบุคคลที่ดีมีคุณภาพที่สุดมาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน เป็นบุคลากรที่ผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนทุกรุ่นคัดสรรมาเป็นตัวแทนพรรค” ร.ท.ปรีชาพล กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ขณะที่ “มิตติ ” เลขาธิการพรรค ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลเชียงรายยูไนเต็ดบุตรชายของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานรัฐสภา ที่เพิ่งประกาศตัวสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ อธิบายเหตุผลที่เข้ามาทำงานการเมือง เพราะอยากเห็นการเมืองไทยเป็นไปในแนวทางสากล คือ พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง หรือองค์กรอิสระไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้นด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจะสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งจึงเป็นเรื่องยากมาก และเมื่อในวันนี้กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบมาเป็นแบบนี้ คงต้องแยกทางกันเดิน แต่สุดท้ายเรามีเป้าหมายเหมือนกัน คือ “ความสวยงามของประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอิสรภาพทางความคิด แต่อยู่ร่วมกันได้”
“เพราะกติการัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเช่นนี้ แม้ไม่อยากจะออกมา แต่เพื่อประชาธิปไตย ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองเข้มแข็งมากกว่า แต่วันนี้จากกติกาออกแบบมาเป็นแบบนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้ออกมาส่งเสียงอันทรงพลัง จึงตั้งใจว่าจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ และทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ ได้เห็นพรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคของพวกเขาที่มีจุดยืนเหมือนกัน คือ อยู่เคียงข้างประชาธิปไตย” มิตติ กล่าวอย่างภาคภูมิ
ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคหน้าใหม่อย่างไทยรักษาชาติ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ หรือส่งผู้สมัครครบทุกเขตเท่านั้น แต่ “ร.ท.ปรีชาพล” กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ผมพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี” พร้อมจะคุยกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือฝ่ายที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่เมื่อถึงเวลาอันสำคัญที่ต้องเลือกหรือจัดตั้งรัฐบาล พรรคไทยรักษาชาติ จะเลือกทำงานกับฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น
“นับเป็นโอกาสอันสำคัญที่ได้เข้ามาเป็นผู้บริหารร่วมกับคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ และพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการผสมผสานทางความคิดของคนทุกรุ่น ที่เห็นตรงกันว่าประเทศไทยรอไม่ได้แล้ว เพราะเราเห็นตรงกันจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนจึงมาร่วมกันตั้งพรรคการเมือง” ร.ท.ปรีชาพล ระบุ
ในขณะที่ “มิตติ” นับเป็นนักการเมืองหนุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะคุณพ่อ “ยงยุทธ” ไปตั้ง “พรรคเพื่อชาติ” แต่ตัวเองกลับมาอยู่อีกพรรค “มิตติ” กล่าวว่า มีคนถามเยอะว่าทำไมไม่อยู่พรรคเดียวกับคุณพ่อ เพราะก่อนลงเล่นการเมืองก็ปรึกษาหารือกับคุณพ่อมาโดยตลอด ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้คุยกัน แต่เนื่องด้วยแนวคิดที่ผมกับคุณพ่อต่างคิดไม่เหมือนกัน เพราะคุณพ่ออยากทำเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ อยากเห็นความยุติธรรม หรืออยากเห็นการพูดคุยกันได้ทุกฝ่าย แต่ส่วนตัวผมมองว่าการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวทันโลก ต้องนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศให้เท่าทันกับต่างชาติ เช่นวันนี้มาเลเซียและอินโดนิเซีย มีการพัฒนาประเทศไปได้เร็วกว่าประเทศไทยในทุกอย่าง เพราะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ดังนั้นจุดยืนทางการเมือง คือ ยึดมั่นในประชาธิปไตยและนโยบายการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ จึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง
“บอกได้เลยว่าพรรคไทยรักษาชาติ อนาคตผมจะทำให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งให้จงได้ เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้เสรีและเต็มที่ ในการแสดงความคิดเห็นทั้งในรูปแบบสมัครเป็นสมาชิกพรรค หรือบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมพรรค หรือเสนอแนะนโยบายต่างๆ พรรคไทยรักษาชาติ คือ พรรคการเมืองที่ผมฝันอยากทำมาตลอดและจะทำให้สำเร็จ” มิตติ กล่าว
สำหรับเรื่องของความสับสนในการเลือกตั้งในกลุ่มพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทยนั้น ร.ท.ปรีชาพล ยืนยันว่า พรรคไม่กังกลเรื่องประชาชนจะสับสนในการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมั่นใจว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ตกผลึกทางความคิดแล้วว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายใดกันที่จะสามารถทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ดีกว่ากัน และทุกพรรคการเมืองมีแนวทางของตัวเองทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม หรือพรรคไทยรักษาชาติ ล้วนเป็นพรรคที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย จึงไม่กังวลการเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอาจทับซ้อนกันบ้าง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหาประชาชน
“จุดต่างของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคที่รวบรวมคนที่มีความคิดใหม่ๆ มาทำงานการเมือง ดังนั้นวันนี้ผู้มีอำนาจควรปลดล็อกทางการเมืองได้แล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ และเพื่อประกาศให้คนไทยหรือต่างชาติได้รับรู้ว่าไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่การเลือกตั้ง จากวันนี้ไปถึงวันที่ 24 ก.พ. 2562 เหลือเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่เหลือเวลาอีกหนึ่งปีหรือสองปี ที่จะมาล็อกไม่ให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาปลดล็อกจริงๆ เหลือเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น ย่อมไม่ยุติธรรมต่อพรรคการเมืองใหม่ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และควรมีความชัดเจนว่าการหาเสียงเลือกตั้งจะทำได้อย่างไรบ้าง เพราะวันนี้ไม่มีอะไรอยู่ในก่อไผ่ที่ผู้มีอำนาจจะมาปิดกั้นกันพรรคการเมือง
“เอาแฟร์ๆ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะส่งข้อความนโยบายหรืออุดมการณ์พรรคการเมืองไปยังคนนับล้านๆ คนเพียงไม่กี่วินาที ทางรัฐบาลไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดโอกาสเต็มที่ เพราะรัฐบาลบอกเองว่าเราเป็นไทยแลนด์ 4.0 แต่ถ้าจะเอาแนวทาง 0.4 มาใช้กับพรรคการเมืองก็ถือว่าไม่แฟร์จริงๆ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว







