posttoday
‘คนไทยคือลูกแหง่ พ่อแม่คือทหาร’

‘คนไทยคือลูกแหง่ พ่อแม่คือทหาร’

11 พฤศจิกายน 2561

คำพูดนี้จะเป็นของผู้ใดผู้เขียนก็จำไม่ได้ แต่เมื่อมานึกถึงทหารกับการเมืองไทย

โดย ทวี สุรฤทธิกุล  

คำพูดนี้จะเป็นของผู้ใดผู้เขียนก็จำไม่ได้ แต่เมื่อมานึกถึงทหารกับการเมืองไทย ก็ทำให้ผู้เขียนมองเห็นภาพว่า ข้อความนี้เป็นจริงอยู่มาก ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทย ร่วมกับวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองของไทย ที่ว่า “คนไทยเป็นอย่างไร ผู้ปกครองของไทยก็เป็นอย่างนั้น”

ในตำรารัฐศาสตร์ในสมัยที่ผู้เขียนเรียนอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 40 ปีที่แล้ว กล่าวถึงบทบาทของทหารในประเทศด้อยพัฒนาว่า เริ่มต้นมักมีหน้าที่หลักในการ “ค้ำจุนเสถียรภาพ” หรือประคับประคองสร้างความมั่นคงให้กับผู้ปกครอง แต่เมื่อทหารเห็นว่าผู้ปกครอง “ไร้ประสิทธิภาพ” เช่น ประสบความล้มเหลวในการบริการดูแลประชาชน หรือประชาชนมีความแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทหารก็จะเข้ามาเป็นผู้ปกครองเสียเอง ในทำนองเดียวกัน หากทหารรุ่นก่อนประสบความล้มเหลว

แม้ว่าในระยะแรกจะสามารถควบคุมบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยได้ แต่เมื่อบ้านเมืองกลับมาวุ่นวายและขัดแย้งกันอีก ทหารที่อาจจะเป็นทหารรุ่นเดิมนั้น หรืออาจจะเป็นทหารรุ่นใหม่ ก็จะเข้ามาทำ “รัฐประหาร” เพื่อ “แก้ไข” (ซึ่งความจริงคือ “แก้ตัว” เสียมากกว่า) ครั้งแล้วครั้งเล่า นักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ท่านจึงสรุปเป็นทฤษฎีว่า “ตราบเท่าที่ทหารยังเป็นองค์กรเดียวที่มีความเข้มแข็งที่สุดในสังคมการเมืองของประเทศนั้น ทหารก็จะยังคงเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้โดยตลอด จนกว่าในประเทศนั้นจะมีการก่อตั้งองค์กรอื่น โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง เข้ามารับมอบอำนาจในการปกครองนี้ไปดำเนินการด้วยตนเองได้”

ทหารในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยก็เป็นไปตามทฤษฎีดังกล่าว เพราะถ้าศึกษาลงไปลึกๆ จะพบว่าตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2575 “จริงๆ แล้ว” ทหารเป็นเพียง “เครื่องมือ” ในการยึดอำนาจให้กับระบบราชการ ซึ่งก็หมายถึงข้าราชการทั้งหลายที่เป็นองค์กรที่มี “อำนาจมากที่สุด” อยู่ในช่วงเวลานั้น ดังจะเห็นได้จากหลังการยึดอำนาจในวันนั้น ทหารก็ไม่ได้ขึ้นมามีอำนาจอย่างเต็มที่ เช่น นายกรัฐมนตรีก็มาจากผู้อาวุโสในระบบราชการ เป็นต้น ทหารจึงมีฐานะแค่ “ผู้ประคับประคอง” รักษาความมั่นคงให้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่ต่อมาหลังกบฏบวรเดช ทหารได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลที่ตั้งขึ้นเพื่อจัดตั้งระบบรัฐสภาให้แข็งแรงนั้นทำท่าว่าจะไปไม่รอด จึงขึ้นมามีอำนาจเสียเอง

โดยให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อสภามีวิกฤตขึ้นอีก รวมถึง “ความเก่า” ของพระยาพหลฯ ที่ทำให้บารมีในกองทัพต้องลดลงไป ที่สุดหลวงพิบูลสงครามนายทหารผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทัพ “ตัวจริง” จึงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนและดำรงตำแหน่งนั้นมาจนสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2 แล้วให้รัฐบาลพลเรือนที่เล่นการเมืองแบบใต้ดินกับฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาบริหารประเทศ กระทั่งเกิดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ทหารก็ได้โอกาสกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง และในทำนองคล้ายกัน จอมพล ป. พิบูลสงคราม (อดีตหลวงพิบูลสงคราม) ก็เข้าสู่ยุค “เสื่อมบารมี” ทำให้เกิดการช่วงชิงอำนาจกันระหว่างนายทหารรุ่นใหม่ คือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ที่จอมพล ป.วางตัวไว้ให้คุมกำลังในฝ่ายรัฐสภา กับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่วางตัวไว้ให้คุมกำลังในฝ่ายกองทัพ สุดท้าย จอมพล สฤษดิ์ โดยอาศัยกระแส “พลังมวลชน” ที่โจมตีรัฐบาลในเรื่องการเลือกตั้ง “ที่ไม่เรียบร้อย” เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2500 จึงได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจอมพล ป. เสียในอีก 7 เดือนต่อมา

ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือทหารไทยในทุกยุคทุกสมัย “พยายามอย่างยิ่ง” ที่จะสร้าง “การเมืองใหม่” โดยพยายามที่จะลบภาพความเป็นเผด็จการของทหารนั้นให้ “เบาบาง” ลงไป เพราะในสมัยจอมพล ป.หลังการรัฐประหาร 2490 ก็พยายามจะให้มีระบบรัฐสภาที่ “เข้มแข็ง” (ตามแนวคิดของทหาร) โดยมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ถึง 2 ฉบับ จนได้จัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 26 ก.พ. 2500 ดังกล่าว หรือในกรณีของจอมพลสฤษดิ์ก็เช่นเดียวกัน ก็ได้ให้มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในปี 2502

แต่ยังไม่เสร็จท่านก็ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน โดยที่ จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้ดำเนินการให้มีการร่างต่อมา จนมาเสร็จในปี 2511 และมีการเลือกตั้งในปีต่อมา แต่ด้วยกลไกของรัฐสภาที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ไม่ได้เป็นไปตามแนวคิดที่ทหาร “คาดการณ์” ไว้ ที่สุดในปี 2514 จอมพลทหารก็ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเองเพื่อล้มสภาเสีย ซึ่งตัวอย่างของความพยายามของทหารที่จะสร้าง “การเมืองใหม่ (แบบทหาร)” ก็ยังคงเป็นอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 ของ รสช. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ของ คมช. และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ของ คสช.นี้

ผู้เขียนขออนุญาตรวบรัดตัดตอนเพื่อเชื่อมโยงมาสู่ข้อสรุปในตอนท้ายนี้ว่า “ทหารไทยนั้นทำรัฐประหารได้ง่าย เพราะคนไทยหวังพึ่งทหาร เหมือนกับลูกน้อยที่หวังว่าพ่อแม่จะดูแลอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อมีทุกข์ร้อนอะไรที่คนไทยแก้ไขเองไม่ได้ ก็อาจจะเรียกร้องหรือเปิดโอกาสให้ทหารมายึดอำนาจอยู่เรื่อยๆ ในทำนองเดียวกัน พ่อแม่หรือทหารแบบไทยๆ ก็ยังมีความเป็นห่วงลูกๆ อยู่เสมอ คืออยากจะให้คนไทยได้อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่เหมาะสม จึงเพียรคิดเพียรสร้างระบอบแบบนั้นมาป้อนให้กับคนไทย ทว่าลูกๆ คนไทยนี่เองที่ไม่เข้าใจทหารผู้เป็นพ่อแม่ เรียกร้องมากไป อยากได้อำนาจหรือเสรีภาพมากไป บ้านเมืองจึงมีความขัดแย้งวุ่นวาย แล้วพ่อแม่คือทหารก็ต้องออกมาปลอบ (หรือปราบ) ดังที่เห็นเป็น-วัฏจักรที่ไม่เรียบร้อย-นี้”

สรุปว่าคนไทยคงต้องเป็นเด็กๆ ให้ทหารเลี้ยงดูไปอีกนาน

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์