
สานพลัง พลิกชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง
กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE)รูปแบบใหม่ๆ
โดย วารุณี อินวันนา
กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE)รูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากมุมต่างๆ ในสังคมไทย ด้วยน้ำมือของคนตัวเล็กๆ ที่นำประสบการณ์ ความรู้ ความเจ็บปวด ความสุข เปลี่ยนมาเป็นธุรกิจเพื่อเลี้ยงตัวเองควบคู่ไปกับการมุ่งแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวมหนึ่งในนั้นมีชื่อ ออย-ไอรีลไตรสารศรี ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 เมื่อ 5 ปีก่อนและรอดชีวิตมาได้ถึงวันนี้ ได้แปรเปลี่ยนอาการเจ็บป่วยมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อโครงการอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ มาเป็นเวลา5 ปี โดยอาศัยความถนัดด้านศิลปะเข้ามาเชื่อมโยงกับศิลปิน จิตอาสา องค์กรต่างๆ ร่วมระดมทุน เข้ากองทุนที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลของรัฐบาลร่วม 6 ล้านบาท จากกิจกรรมเพื่อสังคมกลายมาเป็นกิจการเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อบริษัท อาร์ ออฟ ไลฟ์ วิสาหกิจเพื่อสังคม เมื่อปลายปี 2560 และได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) สมาคมจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (สวตท.) ในการร่วมกันทำ โครงการ “สานพลัง...พลิกชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง 13,000 ราย” โดยร่วมกันออกแบบและจัดพิมพ์สมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง (Survivor Planner) มอบให้แก่ผู้ป่วยจำนวน 1.3 หมื่นราย
ชาญกฤช เดชวิทักษ์ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าวว่า นอกจาก 5 องค์กรข้างต้นยังได้รับการสนับสนุนจาก 68 บริษัท ในการจัดทำสมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง การลงพื้นที่จัดสัมมนา จัดกิจกรรมร่วมกับผู้ป่วย และโรงพยาบาลทั่วประเทศ 13 แห่ง ในช่วงเวลา 8 เดือนที่เพิ่งจบโครงการไปเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมานี้ เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวก แบ่งปันประสบการณ์ สร้างความหวังในผู้ป่วย ญาติ แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร ยกระดับคุณภาพชีวิต และได้มอบสมุดบันทึกให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลรวม 20 แห่งทั่วประเทศ
สมุดบันทึกพิชิตมะเร็งจะทำให้ผู้ป่วยรับมือกับโรคอย่างเป็นระบบ เป็นการส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้มีความหวังและกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป เป็นการสร้างผลให้สังคมตื่นตัว ได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็งอีกด้วย ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอพร้อมที่จะให้การสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นต้นแบบให้กับบริษัทอื่นๆ
ไอรีลผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท อาร์ท ออฟ ไลฟ์ วิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า เป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมเพียงแห่งเดียวที่ทำเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งการเปลี่ยนจากกิจกรรมเพื่อสังคมมาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ตอนที่ได้พบกับ เบลล์-ศิรินทิพย์ขัติยะกาญจน์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย ซึ่งพบมะเร็งในหัวใจและมีโอกาสพบเพียง 1% ในโลก มีโอกาสรอดชีวิตที่ต่ำมาก แต่เบลล์รอด “อยากให้โครงการอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ อยู่ต่อไป แม้ว่าเราจะไม่อยู่แล้ว เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ป่วย ซึ่งการที่จะทำให้อยู่รอดได้ ต้องมีรายได้ของตัวเอง ต้องมีสินค้า และบริการ จากที่ผ่านมาอาศัยการบริจาค จึงได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมา” ไอรีล กล่าว
ไอรีล กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่กระทรวงสาธารณสุขจัดให้เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด อันดับ 2 คือ อุบัติเหตุ อันดับ 3 โรคหัวใจ ในแต่ละปีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 7 หมื่นราย/ปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 8 ราย และทุกๆ 2 นาที จะมีคนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งการมอบสมุดบันทึกพิชิตมะเร็งให้กับผู้ป่วย 1.3 หมื่นรายนี้ คิดเป็นแค่ 10% ของผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ แต่จะพยายามขยายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้คนไข้ได้จดบันทึกตั้งแต่เริ่มการรักษา คำแนะนำจากแพทย์ เวลาพบแพทย์ อาการข้างเคียง และติดตามผลการรักษา
จากประสบการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะร้ายแรงที่รอดมาได้ จะมีปัญหาหลักๆ อยู่ 3 เรื่อง คือหนึ่ง ขาดกำลังใจ หดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง เพราะความคิดที่เกิดขึ้นคือเป็นมะเร็งแล้วต้องตายแน่ๆ จึงได้ลุกขึ้นมาทำเรื่องการสร้างกำลังใจผ่านกิจกรรมผ่านสินค้า สอง ขาดความรู้ ไม่รู้จะปรึกษาใคร หาใครมาช่วยสนับสนุน สามขาดทุนทรัพย์ในการรักษา ขาดรายได้ ตกงานระหว่างการรักษา ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งเท่านั้นที่ขาดรายได้ ญาติผู้ดูแลก็ต้องลางานออกมาดูแล ซึ่งทำกิจกรรมสร้างอาชีพให้กับผู้ป่วยและคนดูแล ก็มาทำร่วมกันได้ในฐานะวิสาหกิจเพื่อชุมชน มีรูปแบบธุรกิจของตัวเอง ทั้งสินค้าและบริการ และโครงการที่ทำร่วมกับองค์กรต่างๆ ในส่วนของสินค้า เช่น กล่องพลังใจ ที่ทำออกมาเป็นกิฟต์เซตที่ผู้ป่วยนำไปใช้ได้ ที่ออกแบบมาจากประสบการณ์ตรง
โครงการฝึกอาชีพให้ผู้ป่วยมะเร็ง ญาติ และผู้ดูแล เป็นการต่อยอดจากที่เคยทดลองทำแล้ว เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ป่วย ญาติที่ลาออกมาดูแลผู้ป่วย เช่น ทำตุ๊กตาเย็บมือ โดยบริษัทลงทุนและหาช่องทางการขายให้ แบ่งกำไรให้ในสัดส่วน 20% หากผู้ป่วยออกแบบเองจะแบ่งกำไรในสัดส่วน 50% หลังหักค่าใช้จ่ายด้านบริการ มีกิจกรรมศิลปะบำบัดให้กับผู้ป่วย ญาติ และผู้ดูแล ได้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนที่รอดชีวิตจากมะเร็งและที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคได้ โดยจะเก็บค่าบริการจากผู้ป่วยที่มีกำลังจ่าย แล้วนำเงินที่ได้ไปทำกิจกรรมฟรีกับผู้ป่วยในกองทุนที่ได้จัดตั้งไว้กับโรงพยาบาลของรัฐ
ทั้งนี้ ไอรีลฝากถึงผู้ป่วย ญาติ และผู้ดูแลให้มีกำลังใจ และเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จะได้มีข้อมูลในการดูแลตัวเองและสามารถอยู่ร่วมกับโรคมะเร็งได้หากดูแลอย่างถูกต้อง







