
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงทอดกฐินวัดบ้านนอก
เมื่อวันที่ 15-28 ต.ค. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
โดย สมาน สุดโต
เมื่อวันที่ 15-28 ต.ค. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสคลองมะขามเฒ่า ประทับรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปลงที่มณฑลนครสวรรค์ จากนั้นเสด็จโดยเรือพระที่นั่งชื่อ ครุฑเหิรเห็จ ไปทางลำน้ำแควใหญ่ ปัจจุบันคือ ต.แควใหญ่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นบริเวณแม่น้ำน่านไหลผ่าน เป็นแควน้ำใหญ่ ก่อนมาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่ ต.ปากน้ำโพ ชาวบ้านจึงเรียกว่าแควใหญ่ และเป็นชื่อตำบลถึงปัจจุบัน
พระราชหัตถเลขา ที่พระราชทานพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (ในเวลาต่อมาคือ รัชกาลที่ 6) ทรงเล่าถึงสภาพการเป็นอยู่ชาวบ้านว่า อยู่เรือนแพเป็นพื้น รวมถึงวัด ก็เป็นแพ เช่น วัดพะหลวง ที่วัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งข้อสังเกตเรื่องวิธีการจองกฐินว่าชอบกลชอบกลอย่างไร กล่าวคือ ผู้จองกฐินเขียนหนังสือจองกฐินลงในกระดาษปิดไว้ที่เสาแพการเปรียญว่า เป็นผู้จองกฐิน จะทอดกลางเดือน 12 (ถวายพระ) ไตร 3 (ชุด) บริขาร 1 สำรับ (ถวายพระ) อันดับองค์ละ 4 บาท ถ้าผู้ใดจะถวายมากกว่านี้ เชิญทอดเถิด
นอกจากทรงตั้งข้อสังเกตการจองกฐินแล้ว พระเจ้าอยู่หัวได้โปรดทอดกฐินด้วยพระองค์เอง อีก 3-4 วัด นั่นคือทรงทอดกฐิน วัดชีโพน ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา วัดหัวเวียง ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทรงร่วมทอดกฐินกับครอบครัวนายช้าง ซึ่งเป็นเพื่อนต้น ที่วัดตึก หรือคชหิรัญศรัทธาราม ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา
บรรยากาศการทอดกฐินเมื่อ 100 ปี สมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ก็ต้องเล่าตามเสด็จ ว่าวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2451 หลังจากเสด็จที่สำคัญๆ ในเมืองสุพรรณ ได้เสด็จเข้าอำเภอบางปลาม้า เลือกวัดตะค่า (วัดแก้วตะเคียนทอง) เพื่อทำกับข้าวกินที่นั่น ที่วัดนี้กล่าวถึงสมภารวัดว่าชื่อแสง พุทธสร เป็นหมอและเป็นฝ่ายวิปัสสนาธุระเป็นลูกศิษย์เรียนอภิธรรมคู่กับพระมงคลทิพ 45 พรรษา อัธยาศัยดี ไม่อวดดีอย่างหนึ่งอย่างใด ถามถึงการรดน้ำมนต์ก็ว่าได้แต่รดด้วยความซื่อตรง พูดถึงคนมาขอหวย ได้เคยตอบว่าให้เอาผ้าคฤหัสถ์มาให้นุ่งดีกว่ามาขอหวยพระราชทาน เงิน 80 บาท เพื่อช่วยในการปฏิสังขรณ์อุโบสถ ทรงชมว่าพระอธิการแสงรับด้วยอาการที่งาม และยถาอนุโมทนาอย่างเรียบร้อยดี จึงนึกสงสัยว่าน่าจะรู้ดอกกระมังว่าพระองค์เป็นใคร หายสงสัยเมื่อจะลากลับพระท่านให้พรว่าให้พ่อจำเริญยิ่งๆ ขึ้นไป (แปลว่าไม่รู้ว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัว) ในพระราชหัตถเลขาตอนหลังๆ ยังสรรเสริญพระอาจารย์แสงวัดตะค่าอีกว่ารู้เรื่องถวายกฐินและทำกฐิน ชี้แจงได้ถูกต้องเรียบร้อยหมด เป็นผู้มีความรู้และความสุจริตอยู่มาก เมื่อเทียบกับวัดที่ผักไห่ 2 วัด
การทอดกฐินวัดที่ผักไห่ ทรงมีพระราชประสงค์จะทอดกฐินวัดที่กฐินตก โดยพระองค์เสด็จตามแพเพื่อทรงหาซื้อของเพิ่มเติมเพราะได้ลงมือหาผ้ามาแต่สุพรรณแล้ว และไปทรงทราบว่าวัดชีโพนไม่มีใครจองกฐิน จึงจองโดยอีก 2 วัน (วันมะรืน) จะเสด็จมาทอด เพราะวันรุ่งขึ้นติดไปทอดกฐินกับนายช้าง เพื่อนต้นที่กราบบังคมทูลไว้ก่อนแล้ว ดังนี้วันที่ 23 ตุลาคม เวลาเช้าลงเรือครุฑล่องลงไปช่วยนายช้างและอำแดงพลับทอดกฐินตำบลวัดหัวเวียง (นายช้างและนางพลับสามีภรรยาคู่นี้ได้คุ้นเคยเมื่อเสด็จประพาสต้น พ.ศ. 2447 เมื่อเสด็จที่บ้าน โดยที่นายช้างและคนในบ้านไม่รู้จัก แต่ต้อนรับเต็มที่อย่างเป็นกันเอง ทรงสำราญพระราชหฤาทัย เมื่อเสด็จกลับจึงรู้ว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาโปรดเกล้าตั้งนายช้างเป็นหมื่นปฏพัทธภูวนาถ เป็นคนโปรดนับแต่นั้น)
เขาจัดการทอดที่การเปรียญ เครื่องกฐินและบริวารไม่มาก แต่เป็นของอย่างที่ถือกันว่าเป็นของดี คือ ตู้กระจก หมอนปัก กระเช้า ป้านถ้วย เป็นต้น คู่สวดก็ได้ เครื่องบริขาร อันดับได้สบงและหีบระฆัง หมากพลูธูปเทียน ทรงออกเงินช่วยองค์กฐิน 20 บาท คู่สวดองค์ละ 6 บาท (พระ) อันดับองค์ละกึ่งตำลึง แต่อยู่ข้างจะเป็นการนางนอง (สำนวนเก่า) ด้วยเหตุที่เขากำหนดจะทอดต่อเวลาพรุ่งนี้ มาพ้องกับกฐินที่เราจะทอด สมภารก็ไม่อยู่ ผู้อปโลกน์ก็ไม่อยู่ แต่ก็ไม่ได้บอกขัดข้องอย่างไร
ทรงเล่าวิธีทอด ว่าตั้งไตรและเครื่องบริขาร อ่างของกินไว้กลางศาลาแล้วมีดอกไม้ธูปเทียนตามแต่จะมีมากเท่าใดมาวางมั่วสุมอยู่ที่ไตร สัปปุรุษนั่งล้อมกันอยู่ที่นั่น เจ้านายนั่งเก้าอี้ซึ่งตั้งเรียงไว้เป็นแถว พอพระลงนั่งเรียบร้อยแล้วเอาสายสิญจน์กลุ่มหนึ่งมาคลี่ออกโยงผ้าไตร แล้วส่งต่อเหมือนหล่อพระ โดยมีหัวหน้าสัปปุรุษนำตั้งนโมพร้อมกันก่อน แล้วว่าอรหังสัมมาสัมพุทโธ แล้วถวายกฐิน แต่การที่จะว่าผ้านั้นอยู่ข้างประดักประเดิดมาก ท่านวัดหัวเวียงนี้ว่า ผ้าได้ แต่ไม่มีผู้อปโลกน์ ต้องเขียนคำอปโลกน์ให้เดี๋ยวนั้น อ่านก็ไม่ใคร่จะออก ประหม่า แต่ครั้นอปโลกน์แล้วเสร็จสวดไม่ได้ ต้องเลยยถาตักบาตรข้าวซึ่งหาไป แล้วย้ายไปวัดใหม่ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก เป็นวัดที่ 2 พิณพาทย์ไม่ได้ประโคมจนเวลาพระลง ประโคมในเรือเวลาผ้ากฐินไปแล้ว ยกพิณพาทย์ขึ้นตั้งบนบกประโคมอีกครั้งหนึ่ง เป็นสัญญาให้พระลง วัดนี้มีพระสงฆ์ 15 รูป พรักพร้อมกันดี แต่เสียเค้าที่ขึ้นอปโลกน์ก่อนแล้วจึงได้ว่าผ้า เขาว่ากฐินบ้านนอกอยู่ข้างจะเลอะเทอะเช่นนี้
เสร็จงานกฐินเสด็จบ้านนายช้าง (เพื่อนต้นที่กล่าวแล้ว) ซึ่งจัดรับอย่างรับชารวิตช์ ตามเคย(การต้อนรับอย่างใหญ่โต ที่รัชกาลที่ 5 ถวายการต้อนรับมกุฎราชกุมารซาเรวิชแห่งรัสเซีย ที่เสด็จเยือนสยาม พ.ศ. 2434)พระราชหัตถเลขาว่า เรื่องกฐินมีคนช่วยมาก ชาวร้านไม่เอาเงินทั้งนั้น ต้องยัดเยียดให้ ยายพลับใจแกเด็ดที่เราไปช่วยกฐินแก เจ้าอธิการองค์ละ 5 ตำลึง แกช่วยเราเสีย 10 ตำลึง คู่สวดองค์ละ 6 บาท อันดับองค์ละกึ่งตำลึงเหมือนกัน สมบุญ (สมบุญ เป็นธิดาหลวงชลญาณวิจิตร ซึ่งเป็นเพื่อนต้นคนหนึ่ง) และญาติของเขาก็ช่วย ยายพลับ ให้สายสร้อยทองมากอยู่ เป็นของลูกสาวที่ตาย เพื่อช่วยในการกุศล เดิมแกหมายว่าจะหล่อพระรูปด้วยทอง แกจะให้หล่อพระรูป ครั้นรู้เรื่องราวเข้าเลยอุทิศในการหล่อพระสัมพุทธพรรณีกฐินคิดว่าจะจัดให้เป็นการอย่างข้างนอก เช่นที่ได้ไปเห็นมาวันนี้
(ข้อมูลจากหนังสือ เสด็จประพาสคลองมะขามเฒ่า ของรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2451)







