posttoday
หักค่าเสื่อมเครื่องจักร 100% วืด สรรพากรหวั่นสูญ 5 หมื่นล้าน

หักค่าเสื่อมเครื่องจักร 100% วืด สรรพากรหวั่นสูญ 5 หมื่นล้าน

26 ตุลาคม 2553

...ทีมข่าวการเงิน

มาตรการที่กระทรวงการคลังกำลังจะออกมาเพื่อเร่งรัดให้เอกชนนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศเจอตอเข้าเต็มๆ

โดยเฉพาะแนวคิดการให้เอกชนสามารถหักค่าเสื่อมเครื่องจักรได้เต็ม 100% ในปีแรกที่นำเข้า จะกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมหาศาล

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้อโต้แย้งจากกรมสรรพากรว่า หากยอมให้ผู้ประกอบการเอกชนสามารถนำค่าเสื่อมของเครื่องจักรนำเข้ามาลดหย่อนภาษีได้ 100% ในปีแรกที่นำเข้าเลย จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีไปถึง 5 หมื่นล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดเป็นมาตรการใช้เพียงปีเดียวในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าก็ตาม

ทั้งนี้ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง จะไปหารือร่วมกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอีกครั้งว่า หากไม่สามารถหักค่าเสื่อมได้เต็ม 100% ในปีเดียวจะจูงใจภาคเอกชนหรือไม่ เพราะปัจจุบันมาตรการเดิมก็เปิดให้หักค่าเสื่อมได้ถึง 40% ในปีแรก และหักส่วนที่เหลือได้ในอีก 4 ปี จนครบ 100% ซึ่งมาตรการนี้จะหมดอายุในสิ้นปีนี้แล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การให้หักค่าเสื่อมต้องป้องกันผู้ประกอบการดำเนินการไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ เช่น มีการซื้อเครื่องจักรเข้ามาแล้วหักค่าเสื่อมทั้ง 100% หลังจากนั้นครบ 1 ปี ก็มีการขายเครื่องจักรดังกล่าว และซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาอีกเพื่อให้ได้ค่าเสื่อม 100% ได้อีกครั้ง

ดังนั้น การออกมาตรการอาจต้องมีเงื่อนไขกำหนดอายุมาตรการว่าจะใช้ได้กี่ปี และอาจจะต้องกำหนดว่าเครื่องจักรที่ซื้อมาหักค่าเสื่อม 100% จะต้องใช้งานไม่น้อยกว่า 23 ปี เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางลดหย่อนภาษีไปในทางที่ไม่ตรงกับเป้าหมายที่แท้จริง

ทั้งนี้ ตามปกติกรมสรรพากร ระบุว่า การหักค่าเสื่อมทยอยหักได้ 5 ปี ปีละ 20% แต่ที่ผ่านมาก็ได้มีมาตรการลดหย่อนเพิ่มเติมให้หักค่าเสื่อมในปีแรกได้ 40% และที่เหลือให้ทยอยหักอีก 4 ปีที่เหลือ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดภายในปีนี้

“มาตรการหักค่าเสื่อมที่เสนอมาก็ต้องพิจารณาว่าจะให้หักได้ 100% ในปีแรก หรือหักได้น้อยกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่าอัตราหักค่าเสื่อมในปีแรกที่เหมาะที่สุดควรเป็นเท่าไร” แหล่งข่าวเปิดเผย

นอกจากนั้น ปลัดกระทรวงการคลังยังได้ให้ สศค.ติดตามประเมินผลของมาตรการบรรเทาผลกระทบของค่าเงินบาททุก 2 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลและดูว่าต้องออกมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่

ด้าน น.ส.ปรวรรณ รุ่งแสง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีลูกค้าขอสินเชื่อนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อขยายกำลังการผลิต โดยใช้โอกาสจากเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนนำเข้าถูกลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกค้าบางส่วนอยู่ในช่วงของการรอนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ และบางส่วนรอการติดตั้งเครื่องจักร ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 280% เมื่อเทียบกับปี 2552 โดยปีนี้บริษัทมีเป้าหมายสินเชื่ออยู่ที่ 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สิ้นเดือน ก.ย. 2553 บริษัทมียอดอนุมัติวงเงินสินเชื่อลีสซิงเครื่องจักรไปแล้ว กว่า 3,500 ล้านบาท ถือว่าทะลุเป้าหมาย โดยยอดวงเงินที่อนุมัติประกอบด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่หลากหลายประเภทที่ใช้ในการผลิต เช่น เครื่อง CNC เครื่องฉีดพลาสติก แท่นพิมพ์ และเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ในธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น

น.ส.ปรวรรณ กล่าวว่า ปริมาณการปล่อยสินเชื่อลีสซิงเครื่องจักรในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 560 ล้านบาท เติบโตกว่าช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนกว่า 200% และสำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อลีสซิงเครื่องจักรประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะเติบโตกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนกว่า 700%

ปัจจุบันบริษัทให้บริการหลัก 2 ประเภท ได้แก่ บริการสัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease) และบริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักร โดยลูกค้าสามารถขอสินเชื่อผ่านสาขาของธนาคารกสิกรไทยได้ทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายประเภทเครื่องจักร

นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ช่วงนี้ลูกค้าจะประคองธุรกิจให้อยู่รอดมากกว่าที่จะคิดเรื่องการเปลี่ยนเครื่องจักร เพราะเงินบาทแข็งค่ามาก โดยธนาคารได้ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อแฟกตอริง ซึ่งเน้นรับซื้อตั๋วการค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายประมาณ 7,000 ล้านบาท

ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินบาททำให้ธนาคารได้แบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง กลุ่มระวังปานกลาง และกลุ่มที่ต้องระวังที่สุด โดยลูกค้ากลุ่มแรกยังช่วยตัวเองได้ คิดเป็นสัดส่วน 60% แต่ลูกค้า 2 กลุ่มหลังคิดเป็นสัดส่วน 40%

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน