
ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ ภารกิจต่อยอด ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ
การเข้าไปถือหุ้น 100% เต็ม ในบริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส หรือภายใต้ชื่อ
“ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา นอกเหนือจากบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส หรือ “กรุงศรีออโต้” นั้น แสดงให้เห็นว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้ความสำคัญอย่างมากกับธุรกิจเช่าซื้อรถ ถึงกับยอมทุ่มทุนมีบริษัทลูกถึงสองแห่งเพื่อมาทำธุรกิจเช่าซื้อรถโดยเฉพาะถึงขั้นต้องส่งมือดี
“ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์” อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานลูกค้าสัมพันธ์และกลยุทธ์ราคา ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ข้ามห้วยมาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ให้กับบริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส เพื่อทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบภาพรวมด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจและประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลในทุกด้าน ที่สำคัญเป้าหมายหลักต้องสร้างการเติบโตให้บริษัทปีละ 20% เป็นอย่างน้อย และหากจะให้ดีต้องมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลต่ำกว่า 5% ถึงจะมีผลกำไรที่ดีด้วย“
ธัญญพงศ์” กล่าวว่า แม้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะถือหุ้นใหญ่ในบริษัท 100% แต่ก็ไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนชื่อหรือสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือแสดงออกให้เห็นถึงความเป็นบริษัทในเครือเดียวกันแต่อย่างใด ทางธนาคารกรุงศรีอยุธยายังคงให้ใช้แบรนด์ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” เพื่อทำตลาดทั่วประเทศผ่านทาง 187 สาขาในปีนี้ ครอบคลุม 72 จังหวัดต่อไปด้วยเหตุผลที่ว่า ได้มีการสำรวจความเห็นลูกค้ามาแล้วว่า แบรนด์
“ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” นี้ เป็นที่รู้จักดีในตลาดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรไปสร้างแบรนด์ใหม่ให้ยุ่งยากเสียเงินเสียทองอีก สู้ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพให้แบรนด์ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” เป็นที่รู้จักมากขึ้นจะดีกว่าอย่างไรก็ตาม แม้จะทำธุรกิจเช่าซื้อรถเหมือนกับ
“กรุงศรีออโต้” แต่ “ธัญญพงศ์” บอกว่า ประเภทสินค้านั้นต่างกัน อย่างสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของ “กรุงศรีออโต้” จะเน้นรถเก๋งกับรถกระบะ แต่ของ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” จะเน้นรถทุกประเภท และจับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 2 หมื่นบาท คนละกลุ่มกับของ “กรุงศรีออโต้”ดังนั้น กลุ่มลูกค้าหลักที่สำคัญของบริษัท จึงเน้นจับกลุ่มลูกค้าทั่วไป โดยแบ่งลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มในพื้นที่กรุงเทพฯ และกลุ่มต่างจังหวัด เป็นกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่กล้าหรือยังไม่ได้รับบริการจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก มีสินเชื่อให้บริการทั้งแบบเช่าซื้อและจำนำทะเบียน ตั้งแต่รถจักรยานยนต์ รถเก๋ง รถกระบะ รถบรรทุก 618 ล้อ รถบัส และรถแทรกเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าอยู่ 7 หมื่นคน มีสินเชื่อคงค้างอยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และเอ็นพีแอลยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 10%
การมีบริษัทแม่เป็นธนาคารพาณิชย์นั้น นอกจากได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการเงินที่
“ธัญญพงศ์” บอกว่า ช่วยลดต้นทุนของบริษัทไปได้ถึง 12% เมื่อต้องกู้เงินมาลงทุนจากบริษัทแม่แล้ว ยังได้เปรียบในเรื่องของช่องทางขายที่อาศัยสาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีอยู่ประมาณ 600 แห่ง เป็นตัวสนับสนุนที่ดีอีกด้วย จากเดิมที่ต้องพึ่งช่องทางขายเฉพาะสาขาของ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” เพียงอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มต้นทำตลาดด้วยการนำเอกสารแนะนำบริการของ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” ไปวางไว้ที่สาขา 120 แห่งของธนาคารเป็นการทดลองแล้วส่วนเป้าหมายในอนาคตของ
“ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” นั้น “ธัญญพงศ์” ได้ตั้งเป้าให้กับตัวเองว่า ต้องเป็นบริษัทที่เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านและลูกค้าทั่วๆ ไปที่ต้องการมีที่พึ่งด้านการเงิน ซึ่งในช่วงนี้อาจต้องอาศัยหลักทรัพย์ค้ำประกันเข้ามาช่วยขอเงินกู้ แต่ก็กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้อยู่ว่า ในอนาคตจะให้บริการได้ถึงสินเชื่อที่ไม่ต้องมีหลักประกันได้หรือไม่ เป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกับกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ ที่บริษัทกำลังมองๆ ไว้เหมือนกัน






