
ระบบชำระเงินแห่งอนาคต (จบ)
นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่มีส่วนช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
โดย ศูนย์วิจัยกรุงศรีอยุธยา
นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่มีส่วนช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะ Mobile Money และ P2P Transfer ซึ่งมักให้บริการโดย Non-banks ในกลุ่ม Telco โดยใช้ประโยชน์จากการให้บริการบนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีหรือระบบการเงินที่มีอยู่แล้ว เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และ ATM ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง ในขณะที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีและเร็วกว่า
ผลกระทบที่สำคัญ คือ สถาบันการเงินในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งอาจเริ่มพัฒนาบริการที่คล้ายคลึงกับ Mobile Money เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลได้มากขึ้น รวมทั้งเกิดการร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับ Non-banks มากขึ้น เนื่องจาก Non-banks ยังมีความได้เปรียบจากการมีเครือข่ายตัวแทนจำนวนมากที่ช่วยในการเข้าถึงบริการทางการเงินในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า
ระยะยาว : การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบชำระเงินไปจากเดิม ซึ่งจะมีผลกระทบกับสถาบันการเงินรุนแรงขึ้น
1) โครงสร้างการทำธุรกรรมการเงินอาจเปลี่ยนแปลงจากการรวมศูนย์ข้อมูล (Centralization) ไปสู่การกระจายศูนย์การบันทึกธุรกรรม (Decentralization) มากขึ้นด้วย Distributed Ledger หรือ Blockchain ซึ่งจะทดแทนบทบาทของตัวกลางทางการเงินที่เป็นสถาบันการเงินลงไป โดยคาดว่ายังคงต้องใช้เวลาเพื่อพัฒนาแก้ไขข้อจำกัดบางประการ เพื่อให้การโอนเงินในรูปแบบนี้สามารถใช้งานได้ทั่วไปในระดับกว้างอย่างแพร่หลาย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินในหลายประเทศทั่วโลกเริ่มทดลองใช้ Distributed Ledger กับการชำระเงินและการโอนเงิน โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น Ripple กับธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore : MAS) ที่กำลังทดลองใช้ Blockchain กับการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะทำให้การโอนเงินใช้เวลาลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที นอกจากนี้ Ripple ได้ร่วมมือกับธนาคารสวีเดน (Swedish Bank SEB) ในการทดลองโอนเงินสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในการโอนเงินได้สำเร็จไปแล้วในปี 2560
2) การเข้าสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของระบบชำระเงินอาจเกิดขึ้นได้พร้อมกับรูปแบบอุตสาหกรรมใหม่ ที่แข่งขันกันด้วยการให้บริการด้าน Platform โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการใช้ Distributed Ledger กับเทคโนโลยีใหม่รูปแบบอื่นๆ เช่น Augmente Dreality และการประยุกต์ใช้ IoT กับระบบชำระเงิน (Io Tenable Technology) ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของ Distributed Ledger ให้สามารถใช้งานได้ในวงกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคส่วนใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะในการชำระเงินรายย่อยระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค (B2C) เช่น การนำ Io Tenable Platform มาประยุกต์ใช้กับระบบการชำระเงินกับ Distributed Ledger และ Smart Contact ทำให้การชำระเงินได้โดยอัตโนมัติ ณ จุดที่มีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการโดยตรง (Machine to machine payment) และไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางทางการเงินอีกต่อไป
ผลจากการเกิดขึ้นของรูปแบบการชำระเงินใหม่ที่ทำให้เส้นแบ่งเดิมระหว่างการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินกับการเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ เลือนรางลงไป อาจทำให้ธนาคารต้องเร่งทบทวนรูปแบบของธุรกิจใหม่จากการให้บริการชำระเงินไปสู่การเป็นผู้ให้บริการ Platform ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องใน Ecosystem ของการชำระเงินแทน โดยสร้างระบบที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับผู้ขายสินค้าและบริการ โดยเปิดการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ (Third-party Providers) ผ่าน Opened API เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ และสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ผ่านการเป็นผู้ให้บริการ Platform ดังกล่าว
การสร้างรูปแบบของธุรกิจใหม่จะทำให้ธนาคารจะยังอยู่ในวงจรของการชำระเงินและเข้าถึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของลูกค้าได้ต่อไป ทำให้มีโอกาสเข้าถึง “ฐานข้อมูลขนาดใหญ่” ของลูกค้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้า การชำระเงิน และสามารถให้บริการทางการเงินอื่นๆ แก่ลูกค้าได้ตรงความต้องการมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขของภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจาก Technology Disruption ในภาคการเงิน กระแสการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce การเข้ามามีบทบาทของผู้ให้บริการรายใหม่ที่มิใช่สถาบันการเงิน และการส่งเสริมจากภาครัฐเพื่อให้เกิดการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สัดส่วนของเงินสดที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลงในระยะข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้ไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปยัง Cashless Society ได้รวดเร็วขึ้น โดยในระยะ 1-3 ปีจากนี้ไป สถานการณ์การแข่งขันเพื่อให้บริการชำระเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่เป็น Non-banks ในไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ให้บริการที่เป็น Non-banks กลุ่มต่างๆ รวมทั้ง Fin Tech โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เล่นที่มีศักยภาพจากต่างประเทศซึ่งร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม หรือผู้ค้าปลีกรายสำคัญในประเทศ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ของระบบการชำระเงินไทยอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต







