
ชะตากรรมของลุงตู่ (จบ)
เขาว่าลุงตู่อยากเป็นเหมือนมหาเธร์
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
เขาว่าลุงตู่อยากเป็นเหมือนมหาเธร์
ไม่ใช่ลุงตู่อยากอยู่ยาวเหมือนท่านมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย แต่อย่างใด แต่ท่านอยากวางแผนประเทศ อย่างที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ” นี้ให้มั่นคงแข็งแรงไปในระยะยาว
ผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งสนทนากับเพื่อนข้าราชการที่ทำงานเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์นี้มาสักระยะหนึ่ง เขาเล่าว่าหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ในการประชุมข้าราชการระดับปลัดกระทรวงครั้งหนึ่ง คณะรัฐประหารได้พูดถึงปัญหาของการพัฒนาประเทศว่า ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ “ความไม่ต่อเนื่องของ
นโยบาย” อันเนื่องมาจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลและสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคง โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีการ “เปลี่ยนแปลงนโยบาย” เพื่อแข่งขันชิงความนิยมระหว่างกันมาโดยตลอด
ประธานของที่ประชุมได้กล่าวถึงกรณีประเทศมาเลเซียในยุคของมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ครองอำนาจอยู่ยาวกว่า 20 ปี ทำให้มาเลเซียได้กลายเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมากในช่วงที่มหาเธร์เป็นนายกรัฐมนตรีนี้ ซึ่งไม่ใช่เพราะการอยู่ยาว แต่เป็นเพราะการวางยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกต้องและแม่นยำ พร้อมกับการมีระบบรัฐสภาที่แข็งแรง ช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถดำเนินการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง แล้วประธานที่ประชุม (ที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ได้เสนอว่า คสช.จะจัดให้มีการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีระยะเวลาของแผน 20 ปีดังที่ปรากฏเป็นแผนจริงๆ ต่อมา
ผู้เขียนไม่ได้ศึกษายุทธศาสตร์ชาติของมาเลเซียอย่างลึกซึ้ง แต่จากข้อมูลทางด้านรัฐศาสตร์ที่มีผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาในเรื่องนี้เขาบอกว่าเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ยังมีความสำคัญน้อยกว่าเรื่องของ “ผู้นำ” และ “ระบบ” โดยผู้นำจะมีความสำคัญที่สุดในการ “วางและกำกับ” แผนยุทธศาสตร์ ในขณะที่ระบบซึ่งก็คือสถานการณ์และโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะต้องเอื้ออำนวยและส่งเสริม
ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ได้ศึกษาการพัฒนาประเทศอีก 2 ประเทศในเอเชีย คือสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ พบว่าการพัฒนาในยุคใหม่ของทั้งสองประเทศเป็นผลจากการมี “ผู้นำที่น่าเชื่อถือ” ได้แก่ เติ้งเสี่ยวผิงของจีน และคิมแดจุงของเกาหลีใต้ โดยที่เติ้งเสี่ยวผิงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เจ้าของวลี “แมวสีอะไรก็ได้ขอเพียงให้จับหนูได้” และได้นำประเทศจีนพัฒนาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศสองลัทธิ” คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมภายใต้สังคมการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ ส่วนคิมแดจุงเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปี 2540 ที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีที่ “ซื่อสัตย์” และเป็นผู้วางรากฐานระบบการเมือง “ไร้คอร์รัปชั่น” ทำให้เกาหลีได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็ว
“ผู้นำที่ดี” เมื่อมารวมกับ “ระบบที่ดี” จะก่อให้เกิดพลังอย่างหนึ่งในทางสังคมการเมือง ที่ชื่อว่า “ศรัทธา” ซึ่งหมายถึงความเชื่อถือด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาจากกรณีของทั้งสามประเทศ ก็จะพบว่าเริ่มต้นประเทศนั้นจะต้องมีผู้นำที่ดีเสียก่อน แล้วผู้นำที่ดีนั้นก็จะรวมพลังของคนในชาติสร้างระบบที่ดีให้มีขึ้น พร้อมกับผู้นำจะต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างในการพัฒนาอย่างเข้มแข็งและจริงใจ ไม่ละเลย หรือ “ละเมิด” หลักการของระบบที่วางไว้ เช่น ไม่ปล่อยให้มีการคอร์รัปชั่น หรือสร้างความขัดแย้งในบ้านเมือง
ประเทศจีนภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงที่สืบทอดมาถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือสีจิ้นผิง ได้สร้างศรัทธากับประชาชนในเรื่องของ “ความซื่อสัตย์และการทำงานหนัก” เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่จัดการกับนักการเมืองที่ทุจริตอย่างจริงจัง เป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างศรัทธาของประชาชนที่จะรักษาระบบต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงในกรณีของมาเลเซียที่พอพ้นยุคมหาเธร์ก็มีการคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้น กระทั่งมีการเรียกร้องให้มหาเธร์กลับมา ดังผลการเลือกตั้งในครั้งล่าสุดเมื่อปีกลาย แล้วมหาเธร์ก็ต้องกลับมาฟื้นฟูศรัทธาของประชาชน เพื่อสร้าง “มาเลเซียที่ใสสะอาด” ให้คืนมา
เมื่อหันมามองที่ลุงตู่หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าท่านเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่ “การสร้างศรัทธา” ให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยนั้นมากกว่า โดยศรัทธาจะขึ้นอยู่กับ “สัจจะวาจา” ที่ท่านกล่าวไว้ต่อสาธารณชน แล้วท่านสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ จนทำให้ประชาชนเกิดความ “เชื่อถือ” และถ้าท่านทำให้คนทั้งหลายเชื่อถืออย่าง “ไม่มีข้อสงสัย” ความรู้สึกนี้ก็จะสร้าง “ความเคารพรัก” ให้เกิดขึ้นในตัวท่าน กลายเป็นศรัทธาที่แข็งแรง ที่สังคมทั่วไปเรียกว่า “บารมี”
ผู้นำในหลายๆ ประเทศที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “รัฐบุรุษ” ก็เพราะเขามีบารมีจากศรัทธาของประชาชน โดยฝากผลงานอันสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติให้เป็นที่จดจำแก่ประชาชนตลอดไป
ผู้นำบางประเทศบอกว่าจะปฏิรูปประเทศโดยแต่งเพลงเปิดย้ำเช้าเย็นว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่พอคนเรียกร้องมากๆ ว่าทำไมยังไม่สำเร็จเสียที ก็เขียนเพลงใหม่มาปลอบใจว่า “เชื่อว่าวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิม” คำสัญญาหนึ่งที่คนไทยจำนวนหนึ่งสนใจก็คือ “การปฏิรูปการเมือง” ที่หมายถึงการเมืองที่สะอาดสดใส ไม่มีนักการเมืองยี้ๆ และระบบพวกมากลากไป ที่รวมถึงการไม่เอาพวกคอร์รัปชั่นโกงกิน ที่ไม่ใช่เฉพาะในหมู่นักการเมืองเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึงคนรอบข้าง “เพื่อนพ้องน้องพี่” ทั้งหมดนั้นด้วย
มีคนแก้ตัวแทนท่านว่า ที่ท่านทำอย่างนี้ก็เพื่อจะสร้าง “ความปรองดอง” อันเป็นอีกคำสัญญาหนึ่งที่ท่านพูดไว้ ผู้เขียนได้ยินในเรื่องนี้แล้วก็หัวเราะ เพราะประวัติศาสตร์มีเรื่องเหล่านี้อยู่มากแล้ว คือการไม่รู้จักแยกแยะ “ความดี-ความเลว” ก็จะนำความวิบัติมาสู่ตัวผู้นำรวมถึงประเทศชาติในที่สุด
ฤๅประเทศนี้จะมีชะตากรรมเป็นไปตามผู้นำ (อีกแล้ว)







