
รถ‘เมดอินเวียดนาม’ ทะยานบุกตลาดโลก
ในเวลานี้ภาพอดีตของเวียดนามที่เต็มไปด้วยความยากลำบากจากภาวะสงครามแทบจะมลายหายไปเกือบทั้งหมด
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในเวลานี้ภาพอดีตของเวียดนามที่เต็มไปด้วยความยากลำบากจากภาวะสงครามแทบจะมลายหายไปเกือบทั้งหมด แต่กลายเป็นภาพของประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนน่าจับตามอง ล่าสุดนั้น เวียดนามกำลังเสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่โดยเริ่มสร้างธุรกิจผลิตรถยนต์ของประเทศ เพื่อหวังใช้เป็นตั๋วนำทางสู่การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ทำมาแล้วก่อนหน้านี้
“วินฟาสต์ (VinFast)” คือแบรนด์รถยนต์แรกของเวียดนามที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ในงานปารีส มอเตอร์ โชว์ 2018 โดยวินฟาสต์ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วจากเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.13 แสนล้านบาท) ของวินกรุ๊ปเจเอสซี เครือธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเวียดนามที่เน้นการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก
วินฟาสต์ตั้งเป้าส่งรถรุ่นแรกออกจำหน่ายสู่ตลาดในเดือน ส.ค.ปีหน้า โดยสมาคมผู้ผลิตรถยนต์เวียดนาม (วีเอเอ็มเอ) ระบุว่า วินฟาสต์จะสามารถผลิตรถได้ราว 2.5 แสนคัน/ปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า เทียบเท่ากับ 92% ของรถยนต์ที่ขายในเวียดนามทั้งหมดเมื่อปีที่แล้ว
“เรากำลังผลักดันให้ตลาดรถยนต์ในประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงมุ่งผงาดครองตลาดในบ้านก่อน”จิม เดอลูกา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของวินฟาสต์ กล่าว พร้อมเสริมว่า วินฟาสต์ตั้งใจขยายตลาดออกไปทั้งในอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ปูทางสู่รถพลังงานไฟฟ้า
ไม่เพียงมุ่งปั้นแบรนด์รถยนต์แห่งชาติขึ้นมาเท่านั้น วินฟาสต์กำลังวางรากฐานสู่การต่อยอดไปยังการผลิตรถพลังงานไฟฟ้าด้วย โดยบริษัทเตรียมผลิตสกูตเตอร์ไฟฟ้าให้ได้ 2.5 แสนคัน/ปี และจะเพิ่มเป้าการผลิตขึ้นเป็น 1 ล้านคัน/ปี เพื่อหวังจับตลาดรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งชาวเวียดนามใช้กันอย่างแพร่หลายโดยในเฉพาะในกรุงฮานอยและเมืองโฮจิมินห์
นอกจากนี้ วินฟาสต์ยังจับมือกับ อีดีเอจี เอนจิเนียริ่ง บริษัทด้านรถยนต์สัญชาติเยอรมนี เพื่อพัฒนาการผลิตรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า (อีวี) และตั้งเป้าจะเปิดตัววางจำหน่ายในอนาคต
“เรารู้สึกว่าการสร้างแบรนด์รถยนต์โดยเริ่มจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จากนั้นก็ต่อด้วยการเปิดตัวรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า”เดอลูกา กล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การรุกตลาดรถพลังงานไฟฟ้าจากรถสกูตเตอร์ทำได้ง่ายกว่า เพราะการชาร์จรถสกูตเตอร์ทำเร็วและง่ายกว่ารถยนต์
ความท้าทายใหญ่รออยู่
วินฟาสต์ถือได้ว่าเปิดตัวมาบนรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งจากการเป็นหนึ่งในเครือธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเวียดนามอย่างวินกรุ๊ป ซึ่งมีฐานลูกค้ากว่า 4 ล้านคนทั่วประเทศ การสร้างแบรนด์น้องใหม่อย่างวินฟาสต์ให้เป็นที่รู้จักในหมู่คนเวียดนามจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่ยากมากนัก
สำหรับในแง่ของเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์นั้น วินฟาสต์พัฒนาโมเดลรถด้วยการต่อยอดมาจากชิ้นส่วนแบรนด์ยุโรปชื่อดัง โดยรถ 2 รุ่นแรกที่วินฟาสต์ได้เปิดตัวไปคือ รถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) และรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก ผลิตขึ้นโดยพัฒนาจากโครงสร้างรถของบีเอ็มดับเบิลยู และมี แม็กนา สเตเยอร์ ซัพพลายเออร์รถยนต์จากออสเตรียมาช่วยพัฒนาระบบภายในของรถยนต์ ขณะที่ได้บริษัท พินินฟารินาจากอิตาลี มาออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของรถ
แม้วินฟาสต์มีความได้เปรียบจากการนำเทคโนโลยีต่างชาติมาปรับใช้ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่ความท้าทายใหญ่ของบริษัทคือการหาทางให้แบรนด์สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
“คำถามคือ ทำไมโลกต้องการแบรนด์รถใหม่อีกแบรนด์ในยุคที่ชิ้นส่วนรถยนต์สามารถซื้อขายได้ทั่วไปเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ การที่วินฟาสต์ยังต้องพึ่งพาการผลิตและการออกแบบจากบริษัทภายนอก รวมถึงพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการวิจัยและพัฒนาจากต่างชาติ บ่งบอกว่าแบรนด์กำลังเดินตามเส้นทางเดิมๆ และอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเดินทางสัญจรมากขึ้น” บิล รุสโซ ประธานบริษัท ออโตโมบิลิตี้ ที่ปรึกษาด้านยานยนต์และอดีตผู้บริหาร บริษัท ไครสเลอร์ กล่าว
นอกจากนี้ การเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนก็เป็นอีกความท้าทายใหญ่ เพราะทำให้เวียดนามต้องเปิดกว้างตลาดยานยนต์ยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลต้องหั่นภาษีรถยนต์นำเข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนลง 30% ในปีนี้ ซึ่งจะบีบให้ผู้ผลิตในประเทศต้องหาทางเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้คือ วินฟาสต์จะมีแนวทางอย่างไรในการรักษาระดับการเติบโตและเจาะตลาดรถยนต์ต่างชาติ ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดยิ่งขึ้นทุกทีในอุตสาหกรรมยานยนต์







