
สรรพากรยันให้คืนแวตรายเดียวชี้เคาน์เตอร์เซอร์วิสคุณสมบัติครบ
สรรพากรยันไม่เพิ่มจำนวนเอกชนคืนแวตท่องเที่ยว แจงคัดเลือกโปร่งใส ผู้สมัครที่สอบตกขาดคุณสมบัติทำผิดเงื่อนไข
สรรพากรยันไม่เพิ่มจำนวนเอกชนคืนแวตท่องเที่ยว แจงคัดเลือกโปร่งใส ผู้สมัครที่สอบตกขาดคุณสมบัติทำผิดเงื่อนไข
นายปิ่นสาย สุรัสวดี ผู้อำนวยการ กองวิชาการแผนภาษี และรองโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การคัดเลือกผู้ประกอบการให้เป็นผู้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต รีฟันด์) ให้กับนักท่องเที่ยวกระทำโดยโปร่งใส ซึ่งมีผู้ยื่นเสนอตัวมา 3 ราย แต่ผ่านคุณสมบัติเพียง 1 ราย คือ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือซีพี ออลล์ ผ่านบริการที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นสาขาลิโด้ สาขาแบงค็อก ไนท์บาซาร์ และสาขาเยาวราช
สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครที่สำคัญ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบการไทย มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีแวต เป็นผู้ประกอบการที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิชัดเจนว่ามีการดำเนินธุรกิจเพื่อเป็นตัวแทนการขอคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยว สามารถคืนแวตให้นักท่องเที่ยวในเขต กทม.และปริมณฑลได้ มีระบบไอทีที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบของกรมสรรพากร และต้องเสนอจุดที่คืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยวไม่เกิน 3 จุด
ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะพิจารณาตามเงื่อนไขเบื้องต้น พบว่ามี 2 บริษัทขาดคุณสมบัติ โดยบริษัทแห่งหนึ่งไม่ได้มีการระบุว่ามีการดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยวไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ส่วนอีกหนึ่งบริษัทเสนอจุดคืนภาษีมา 5 จุด ซึ่งเกินกว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ที่ต้องเสนอมาไม่เกิน 3 จุด
นอกจากนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกก็จะเริ่มให้บริการในระยะทดลอง 6 เดือน เริ่มวันที่ 1 ต.ค. 2561-31 มี.ค. 2562 หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณใน 4 ด้าน มูลค่าเงินที่หมุนกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตของยอดขายสินค้า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ขอคืนภาษีแวตลดลงในสนามบิน และคุณภาพบริการมาทำการศึกษาขอนโยบายทางกระทรวงการคลังต่อไปว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร
"กรมสรรพากรมีการประกาศเกณฑ์รับสมัครชัดเจน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และจะไม่มีการรับรายใหม่เพิ่มอีกแล้ว เพราะนี่เป็นโครงการทดลองที่ต้องตรวจสอบระบบให้แน่ใจว่ามีการคืนภาษีและนำสินค้าออกจากประเทศไปจริง" นายปิ่นสาย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2561 มีนักท่องเที่ยวมาขอคืนแวต 2.5 ล้านราย เป็นมูลค่าภาษี 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 54% มูลค่าสินค้า 4.8 หมื่นล้านบาท







